ประวัติที่มาของ Nike Mercurial อันแสนยาวนาน


สวัสดีครับ,
กลับมาอีกครั้งครับคราวก่อนผมได้รับ brief มาเรื่องนึงว่าให้หารองเท้าที่ผมชอบมาสัก 10 อันดับ ผมเลยนั่งคิดดูแล้วว่ามีอะไรที่ผมชอบบ้างแบบจริงจัง เพราะแต่ละคู่ที่มีหรือซื้อก็เนื่องด้วยเหตุผลต่างๆกันไปที่จริงแล้วตัวเองนั้นมี Brand ที่ชอบอยู่แล้วนั่นคือ รองเท้าที่มี Logo เป็นปีกแห่งชัยชนะ หรือ Nike นั่นเองเพราะด้วยปรัชญาของ Nike (Just Do it)นี่แหล่ะที่ทำให้ผมติดหูมาตั้งแต่เด็ก มากกว่า Brand ของฝั่ง German อย่าง Adidas และ Puma หรือแม้แต่ Brand ของ England อย่าง Umbro และ RBK(Reebok ปัจจุบัน Rebrand เป็น RBK ใน Segment ของ Sport แถมปัจจุบัน RBK ยังโดน Adidas takeover ไปเสียแล้ว เสียชาติอังกฤษไปซะแล้ว โถ่ๆๆๆ)ก็ยังเทียบไม่ติด

อันที่จริงแล้วไม่เพียงแค่ที่ผมกล่าวมากลับข้ามฝั่งไปยัง Europe ก็ยังไม่ทั้ง Brand ของ Italy อย่าง Lotto และ Diadora

หรือจะฝั่ง Asia อย่าง Asic, Mizuno และ Pan ซึ่งปัจจุบันนี้ Brand ของไทยได้พัฒนาการต่อเนื่องทำให้รูปแบบที่ Pan ทำนำหน้าโรงงานที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทยในประเทศไปหลายขุมเลยทีเดียว ทั้งแบบที่ดูทันสมัยมากขึ้นแม้จะได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตกมากหน่อย แต่ผมกลับมองว่ามันคือสิ่งที่เราต้องเริ่มแบบจริงจังในวงการออกแบบ ณ ที่นี้ผมไม่ได้มองว่ามันคือการ Copy นะครับมองด้านเป็นการพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงแค่ทำมาให้เหมือนเค้าเพื่อจะได้ขายได้แค่เพียงเท่านั้นเอง เพราะในบริษัทที่มี R&D (Research and Development) team เป็นของตัวเองต้องหาข้อมูลในการทำรองเท้านั้นๆอยู่แล้วไม่ใช่เพียงแค่นำข้อมูลดิบมาแล้วใช้ได้เลย นะครับมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ต้องนำข้อมูลที่ได้มา Analyze และ Synthesis เข้าด้วยกันก่อนถึงจะออกมาเป็น Design ที่เราเห็นๆกันในปัจจุบัน อ๊ากกกกกกกกก ผมนอกเรื่องอีกแล้ว

เข้าเรื่องต่อดีกว่าครับ ต่อจากไหนนะ…..อ่อรับ Brief เรื่องของรองเท้าที่ชอบ วันนี้ผมเลยขอเลือก เจ้าแห่งความเร็วในปัจจุบันซึ่งกำลังจะโดน Adidas เบียดลงจากบันลังก์ เนื่องด้วยเพราะเจ้า Adizero ตัวใหม่ล่าสัดดด เอ้ย ล่าสุดนี้ เบาเพียง 160 G ต่อ1 ข้าง โอ้วแม่เจ้า

เบาหยั่งกะนุ่น สินิทรา บุญยศักดิ์ ป๊าดดดดดด ไม่เกี่ยวครับพี่น้อง เบาเหมือนนุ่นจริงๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ Adidas ทำเจ้า F50 มาแต่ละรุ่นหนักมากกกก จนผมเองไม่คิดที่จะปักใจเชื่อว่ามันอยู่ Segment ของ Speed ตัวผมเองในหัวเลยจัดเจ้า F50 รุ่นก่อนๆหน้านี้ให้อยู่ใน Functional มากกว่าเพะราเหตุผลที่ว่าด้วย เจ้าF50 นั้นเองสามรถเปลี่ยนปุ่มให้เหมาะกับสภาพสนามได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สนามแข็ง เจ้าF50 เองก็เปลี่ยนปุ่มให้สั้นลงได้ สนามปกติ ก็มีปุ่มให้ แถมสนามเปียก ก็ยังมีปุ่มเหล็กให้อีก แถมยังเปลี่ยน Upper ได้หยั่งกะแต่งตัวตุ๊กตา โอ้วววว มันเจ๋งมากเลยจอร์จ (ผมไม่ได้หมายถึงพี่จอร์จนะครับ แห่ะๆ) แต่ของที่เยอะขนาดนี้น้ำหนักเจ้า F50 ก็หนักพอตัวเลยแม้ในรุ่นหลังๆนั้น จะพยายามลดแล้วลดอีก

ก็ไม่เห็นจะผอมเพรียมได้อย่างเจ้า Vapor ทางAdidasเลยทำใจไม่ได้ เปลี่ยนจาก F50 เป็น Zero ก็ได้ฟระ จะได้ลดน้ำหนักได้สักที แถมรูปทรงก็สง่างามมากขึ้น เพรียวเบาเหมือนไม่ใส่กางเกงในเตะบอลอีกต่างหากป๊าดดดด นอกเรื่องอีกจนได้ครับ เข้าเรื่องอีกทีขอโทดครับพี่ๆ พอดีมือมันพาไป

มาถึงเจ้า Nike Mercurial Vapor นั้นจริงๆแล้ว มีต้นกำเนิดตั้งแต่ปีไหนมีใครรู้บ้างครับ?? ติ๊กต่อกๆๆๆ

มันมีอายุกว่า มันมีอายุกว่า 10 ปีแล้วโอ้ว……ยาวนานขนาดนั้นเลยหรือ??? หลายคนคงสงสัยใคร่อยากรู้ ครับผมมีข้อมูลเล็กๆน้อยๆมาให้ดูกันคงไม่เยอะยุ่มย่ามจนทำให้รำคานใจกันนะครับ ^^

Nike Mercurial he was born in 1998

ครับใช่แล้ว ก่อกำเนิดในปี 1998 แต่ใช้เพียงชื่อว่า Mercurial

สมัยเจ้าโล้นทองคำยังโด่ดัง เย้ย โด่งดังกับอินเตอร์มิลาน สมัยนู้นนน ที่เราเห็นๆกันรองเท้าที่มีก็เห็นมีแต่สีดำล้วน แซมด้วยขาวบ้าง แดงนิดๆหน่อยๆ (เว้น Adidas predator) แต่พอบอลโลกเท่านั้น Nike ก็จับเจ้า Mercurial มาแต่งหน้าทาปากเสียใหม่ เอาให้เข้ากับชุดทีมชาติ Brazil ของเจ้าโล้นทองคำ

อย่างในรูปนี่แห่ะครับ จุดเด่นดังของเจ้า Mercurial ก็ถือกำเนิดมาตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นสีสันที่สดใส น้ำหนักที่เบากว่า แถมมีแถบจับบอล ซึ่งเหนียวหนึบ(จริงๆแล้วเป็น Accidentally design นะครับแถบเงาๆบนรองเท้า เกิดจากอุบัติเหตุตอนทดลองทำให้สีครับดันพลาดราดลงไปในหน้าผ้าแต่ปรากฏว่ามันเหนียวจนทำให้รู้สึกว่าเหย มันเจ๋งหว่ะลองเอามาใช้แล้วได้ผลดีมากๆ)

แถมเป็นรองเท้ารุ่นแรกๆที่เป็นรองเท้า Signature shoes ซึ่ง Screen “R9” ไว้ที่ลิ้นรองเท้าอีกด้วย แม้ปีนั้น Brazil จะอกหักแต่จุดเริ่มต้นของ Vapor ได้เกิดขึ้นแล้ว

“2002 Vapor is shouting out loud”

หลังจากนั้นเพียงสี่ปี เจ้า Vapor ก็ถือกำเนิดขึ้นแถมดังเป็นพลุแตก เพราะ Presenter เป็นคนซัดประตูทำให้เป็นแชมป์บอลโลกปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและ เกาหลี ชนะทีม Adidas ของ Germany แบบเฉียดฉิวเลยทีเดียว

เจ้าตัว Vapor I เองนั้นด้วยน้ำหนักที่เบามากเป็นประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอล ออกมาสีดำ เหลือบเงินเล็กๆ

เป็นสีแรก ด้วยน้ำหนักประมาณ 200 g ต่อข้างโอ้วววว มันเบามาก แถมผิวสัมผัสเรียบเนียน ทำให้กองหน้าสมัยนั้นใช้กันเกือบทุกคนไม่ว่าจะเป็น Thierry Henry, Ronaldo, Ronaldinho และอีกมากมายเลยที่ใช้เจ้ารุ่นนี้ ด้วยเพราะความเบาที่ทำให้รู้สึกได้ว่าทำให้คล่องตัวขึ้น ความกระชับและแนบเนื้อเหมือนเท้าเปล่า ทำให้Vapor I นั้นโด่งดังอย่างไม่ยากเลย แต่ด้วยความเบานั้นเองก็เป็นข้อเสียเช่นกัน อย่างเช่นกัดเท้ามาก ทำให้บาดเจ็บจากการปะทะได้ง่าย ทำให้ Nike เอง ปวดหัวอยู่ไม่น้อย ทาง Nike จึงต้องปรับให้ดีขึ้นใน Version ต่อไป และอีกไม่นานเจ้า Vapor II ก็กำเนิดขึ้นมา

“2004 Vapor it just a development”

เจ้าตัว Vapor II กลับไม่มีอะไรเด่นเท่าที่ควรเพราะเหมือนพูดของเก่า เพียงแค่ทำให้ส่วนของ upper นั้นหนาขึ้น และเพิ่มสีสัน และ กราฟฟิก ลายนิดๆหน่อย ใหม่เข้าไปในนั้น ทำให้เจ้า Vapor II นั้นหลายๆคนก็มองคล้ายกับเจ้า Vapor I แบบ Minor changeเพียงเท่านั้น

“2006 Repeat the Glory”

พูดแล้วก็เหมือนนิยาย ที่ภาคที่สองนั้นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มาถึงภาคสาม เจ้า Vapor ก็กลับมาโด่งดังอีกครั้งจะว่าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดุดันขึ้นหรือเพราะ Presenter ต่างๆที่ทำผลงานให้กระหึ่มก็แล้วแต่ เจ้า Vapor III

ได้ทำให้หลายๆคนตกหลุมรักโดยง่าย ทั้งที่กัดมากกว่าเดิมอีก ไอ้จ๊วกเอ้ยยยยย(อุ๊ยลืมตัวขออภัยครับ) Nike พยายามลดการกัดส้นเท้าเละป้องกันส้นเท้าด้วยการใส่ Polymer ไว้ที่ส้นเท้าเพื่อลอคไว้ไม่ให้ลื่นไถล แถมกันกระแทกอีกด้วยแต่รองเท้าเจ้ากรรมก็ตามกัดคนไทยไม่เลิก ด้วยเพราะวัสดุใหม่ที่ Nike นำมาใช้ Nike กับบริษัท Tenjin ของ ญี่ปุ่นร่วมกันพัฒนาAftificial Material ใหม่ขึ้นมาใช้กับเจ้า Vapor III ที่ใช้ชื่อว่า Tenjin microfiber ซึ่งมีน้ำหนักเบา เหนียวไม่ขาดง่าย แต่มันไม่มีรูพรุ่นน่ะสิ ทำให้ภายในรองเท้าเวลาเล่นกลางแดดบ้านเราร้อนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดแผลพุพองกันเป็นแถวเป็นแนว แต่ด้วยความสวยงามของมันทำให้หลายๆคนตกหลุมรักแบบหัวปักหัวปำ ทำให้เจ้า Vapor III เป็นที่โงดังอีกครั้งนึงจนทำให้ Nike ตัดสินใจผลิต Limted Edition ฉลอง Italy ได้แชมป์โลกซึ่งใช้สีทอง น้ำเงินออกมาเลยทีเดียว(อันนี้ผมมีคู่นึงครับอิๆ)

สวยงามแถมเบาแบบนี้หลายๆคนก็เลยไม่พลาดกับเจ้า Vapor III อย่างแน่นอน และสักพักหลังจากบอลโลก

Nikeก็ทำให้คนอย่างเราๆ เสียตังได้อีกแล้ว

“2008 Speed like a thunder”

ในปี 2008 ไม่นานมานี้เองนะครับ Vapor iV ก็กลับมาอีกครั้งด้วยความเร็วที่เหลือหลายสีสันที่ออกมาจี๊ดใจตั้งแต่สีแรก สีเหลืองอมส้มแบบ Lamburgini ที่มี CR7 เป็น Presenter ตัว Ad ก็น่าสนใจไม่น้อยที่ให้เจ้า Ronaldo มาวิ่งแข่งกับรถ Bugatti แถมชนะแบบฉิวเฉียด (แหมก็เล่นให้Bugattiถอยหลังใครตอนวกกลับใครจะไปแพ้ละ เปลี่ยนเกียร์ก็แพ้แว้ว เหน็บเขาอีก)

มาVersion นี้ รองเท้า Nikeมีการปรับโฉมครั้งใหญ่เลยครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่าง รูปทรงหรือ หุ่นรองเท้าที่ทำให้กว้างมากขึ้น

และข้อดีคือกัดน้อยลง แต่ๆๆ มันก็ต้องแลกครับ แลกด้วย้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างเยอะพอสมควรเลยทีเดียว แต่ไม่ใช่หนักมากนะครับ ผมเองพูดถึงหนักคือเทียบกับตัวเก่าที่เบามากเกินไปเท่านั้นเอง พอมาใส่ก็ยังเบาในความรู้สึกอยู่ดี

เจ้าตัว Vapor iV นี้เพิ่มส่วนปิดเชือกขึ้นมานะครับเพื่อให้จับบอลได้ดีขึ้นตอนแรกผมก็งง มีที่ปิดเชือกแล้วจะอึดอัดไหมนะ

แถมยังดูย้วยๆยานๆอีกต่างหากแต่พอได้ใส่ โอ้ Nike เค้าคิดมาดีครับที่ย้วยๆยานๆ นี่คือเรายังไม่ได้ใส่เท้าเข้าไป พอใส่เท้าเข้าไปปุ๊บมันจะ Fit เลยครับไม่ย้วย แถมแทบที่ปิดเชือกนั้นเองยังเป็นส่วนที่เหนียวเพื่อใช้ในการจับบอลอีกด้วยมันดีอย่างนี้นี่เองแต่ด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น Nike เองก็พยายามแล้วพยายามอีกเพื่อจะลด น้ำหนักมันแต่ด้วย cost ที่สูงขึ้นไม่สามรถขายใน Segment ปกติได้เพราะใช้วัสดุที่เบามากขึ้นจึ้งต้องเพิ่มช่องทางการขายออกมาอีกขั้นเป็นพื้นแบบ Carbon fiber

แต่ด้วยการตลาดอันหลักแหลม Nike จะไม่ยอมปล่อยตัวนี้ออกมาเปล่าๆปลี้ๆให้คนงงเล่น ว่าไหงมันแพงขึ้นฟระ ทุกอย่างก็คล้ายๆกันจึงทำ Limited Edition ออกมาก่อนแล้วใช้ใน นักชิง UCL ที่ มีเจ้าแมลงสาป CR7 กับ Drogba เป็นพระเอก

แล้ว Nike ก็ตั้งชื่อว่า Nike Mercurial Vapor SL(Super light) ซึ่งทำให้คนจดจำว่า Wow มันเบากว่าเดิมนนี่เองแล้วจึงทยอยปล่อยขายเป็นของปกติไป(อันที่จริงที่ตัวใส่นัดชิงเป็น โคตรของโคตร Limited edition นะครับเพราะมีเพียง 2008 คู่ต่อ 1 size เพราะ Upper ด้านบนก็เป็น Carbon Fiber เช่นเดียวกันโอ้โห อะไรจะขนาดนั้น )

อย่างเช่น

ผมจะให้ดูตัวปกตินะครับ

จะเห็นว่าต่างกันแค่พื้นเท่านั้นเองฉะนั้น Cost ที่เพิ่มขึ้นก็คือพื้น ซึ่งใช้ carbon fiber ที่มีน้ำหนักเบา

แถมยืดหยุ่นตัวได้ดีเป็นตัวชูประเด็นทำให้ขายได้อีกเป็นเทน้ำเทท่า แต่ถ้ามาลองดูกันจริงๆมันกลับไม่ได้พูดว่าเบาขึ้นเยอะเท่าไหร่นัก ดังคำกล่าวที่ว่า นักการตลาดที่แย่จะจูงม้ามากินน้ำ นักการตลาดที่ดีจะทำให้ม้าหิวและเดินมากินน้ำเอง โหล้ำลึก

มากครับผม เอิ้กกกกก ต่อกันดีกว่านะครับผมพี่ๆ น้องๆ ขอมือขวาหน่อย เอ้วววววว ผมจะได้รู้ว่ายังทนอ่านของผมอยู่ เหอๆๆ

กลัวเลิกอ่านครับเพราะอะไรเยอะแยะมากมายไม่รู้จะเขียนทำไมสินะ บ่นตัวเองอีก Y_Y

ต่อกันดีกว่านะครับ

“2009 New lighter cleats begun”

หลังจากเจ้า MV IV ปีเดียวก็คลอดลูกที่หน้าตาละม้าย คล้ายกันออกมาอีกแล้ว โอ้ว มันช่างรวดเร็วปานฉะนี้ เจ้า MV V นี้มีจุดเด่นคือ Flywire technology ของทาง Nike เขาครับ ทำให้น้ำหนักเบาขึ้น แต่แพงขึ้น คิดง่ายๆครับผมคือการขึ้นโครงเผื่อให้หนังที่ใช้แข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องบุเพิ่ม เลยทำให้น้ำหนักเบาขึ้นอีกด้วย (แต่ไหงในตัว MV ปกให้พื้นที่มากระจ๊อยนึงเท่านั้นนะ จะลดได้สุกเท่าไหร่เชียวเนี่ย)

(จะเห็นว่า พื้นที่ Flywire นั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองนะครับ เพราะเนื่องด้วยเหตุผลด้านการผลิตและรูปทรงรองเท้าเอง)

โดยรุ่นนี้ ลดน้ำหนัก ตัวเองลงมาอีกนิ๊ดนึง เหลือเพียง 230 g ต่อข้างนะครับซึ่งค่อนข้างเบาเลยทีเดียว รูปร่างหน้าตาก็คล้ายกับ MV IV เพียงแต่เปลี่ยนหุ่นของรองเท้านั้นให้มีความกระชับมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ส่วนหัวรองเท้าให้กว้างขึ้นจะได้ไม่บีบมาก และได้เพิ่มขนาดที่ป้องกันเชือกให้กว้างขึ้น เพื่อจะได้ขยับขยายได้มากขึ้นอีกหน่อย แถมด้วย การปรับ LOGO ให้อยู่ในแนว Horizontal มากขึ้นครับเพราะถ้าสังเกตดีๆ รุ่นที่แล้วจะอยู่แนวขนานไปกับตัวที่ปิดเชือกซึ่งเวลามองจากด้านข้างเอง จะเห็น LOGO Nike ไม่ชัด แถมเพิ่ม graphic ให้ดูเป็น 2 tone มากขึ้น วัยรุ่นมากเลยนะครับ เจ้านี่ก็เป็นต้นแบบแห่งอีกตัวอย่างที่ผมเองจะเล่าต่อในเรื่อง Sub segment ใหม่ของ Nike ซึ่งจะนำมาดูดเงิน จ๊วบๆ ในกระเป๋าของเราๆเพิ่มนั่นก็คือ

Nike mercurial SUPERFLY

จากในรูปครับ คือ ตัวเดียวกับ MV V ซึ่งทำให้เบาขึ้นโดยจับมันเข้า fitness เย้ย….ไม่ใช่ โดยการใช้ technology Flywire ทั้งคู่

ทั้งคู่แถมพื้นเองนั้นยังเป็น Carbonfier อีกด้วย และปุ่มก็ได้มีการ Redesign ใหม่ทำให้มีรูที่ตัวปุ่ม เพื่อลดน้ำหนักลงอีก

แถมตัดที่ปิดเชือกลง ทำให้รูปร่างดูเพรียวลมอย่างกับหุ่นนางแบบน่าฟัดเสียนี่กระไร แถมทำให้น้ำหนักลดลงมาจนเหลือ 185 g ต่อข้างโอ้วววววพระเจ้า มันลดลงได้อย่างน่าสนใจถึงที่สุด แต่ก็แพงระยับด้วยเช่นเดียวกัน สนน ราคาอยู่ที่ 224.99 ปอน์ดสเตอลิงค์ อู้วววว ไม่อยากจะคิดเลยทีเดียวครับพี่น้องงง พูดแล้วมันคือการสร้าง Sub segment ใหม่ในตัว productอีกด้วย น่าสนใจจริงๆกับการตลาดของรองเท้ายี่ห้อนี้นะครับ เข้าเรื่องกันต่ออาจจะยาวและนอกเรื่องไปมากหน่อยแห่ะๆ (ผมเหมือนได้ยินว่าหลายคนเริ่มบ่นว่า “มรึงแม่ม นอกเรื่องตลอดเลยหว่ะ” แว่วๆ มาละครับ ฮุๆๆๆ)

หลังจาก MV V ออกมาแบบตดยังไม่ทันหายเหม็น ให้ทายครับว่าอะไรเกิดขึ้น อู้วววว ไม่น่าถามแบ๊ะๆให้ขนาดนนี้

เจ้า MV VI ก็ออกมาให้ชมเชย ฮิ้วววว อะไรจะเร็วประมานนั้น

“2010 New speed is coming to town”

หลังจาก Nike MV IV ประสบความสำเร็จอีกปี เจ้า MV VI ก็ออกมาให้เชยชม ไม่เพียงแต่ออกมาใหม่สีจัดจ้าน อย่างกับขนมหวานเพียงเท่านั้น แต่ออกมาแบบทำให้ผมงงแล็กๆ ไหงมันดูตุ๊ต๊ะเช่นนี้ หรือมันเป็นแต่ภาพลวงตา สมองผมสั่งแบบนั้นเมื่อเห็นแว๊บแรก โอมจงเป็นภาพลวงตาๆๆ แต่มันก็ไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใดแต่แค่เฉพาะรูปร่างเท่านั้นครับ เจ้านี่ยังเบาเหมือนเดิมเป็นปกติ และสิ่งเดิมๆที่คล้ายๆกันมานั่นก็คือเรื่องของวัสดุ การปิดเชือก

ผมก็เริ่มส่ายหน้าเล็กๆกับสิ่งที่ Nike ทำ และแอบถอนหายใจอยู่คนเดียว เห้ออออ แต่พอพลิกกลับไปดูที่ปุ่ม แม่เจ้าเค้าออกแบบใหม่นี่หว่า ไม่เพียงแค่ปุ่มแต่พื้นรองเท้าก็วัสดุใหม่เช่นเดียวกัน Nike เรียกว่า glassfiber ซึ่งผมยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไรแต่ที่แน่ๆ “มันสวยหว่ะ” ผมรำพึงในใจผู้เดียวมันมี texture ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าNike คิดมาจริงๆไม่เพียงแค่ใส่ลงไปเถอะ

จะได้ดูมีราคี เอ้ย ราศี ปุ่มที่ทำใหม่นั้น Nike บกว่ามันคือสิ่งที่จะทำให้ยึดเกาะกับสนามดีขึ้นออกตัวเร็วขึ้น

แถม glassfiber ก็ทำให้น้ำหนักเบาขึ้นมีปุ่มที่ทำให้ออกตัวได้ดีขึ้นจากการวางแบบปุ่มใหม่อีกด้วย ว๊าววว Amazingมั้ยครับเนี่ย

บวกด้วยแถม Graphic แบบ 2 tone แบบใหม่ ที่ทำให้รองเท้าดูพุ่งไปด้านหน้าอย่างชัดเจน แต่ทำไมถึงไปหลบอยู่ข้างเท้าด้านใน เอ๊ะแล้วใครจะเห็นล่ะนี่ ก็ยังแอบสงสัยเล็กๆแต่เพียงผู้เดียว

แต่มันมีคำตอบครับ Nike คิดถึงเมื่อตอนวิ่ง เจ้าสีนี่แหล่ะจะทำให้เพื่อนร่วมทีมเห็นเราได้ง่ายขึ้น ส่งบอลให้กับเราได้ดีขึ้น โอ๊ะ ทำไมเราคิดไม่ได้แบบนั้นบ้าง(บางครั้งก็แอบคิดว่า Nike ก็แถเก่งเหมือนกันแหะแ) นะ แค่เพียงจุดเล็กๆทีเรามองข้ามไปหรือเปล่านะ นี่แหล่ะครับสิ่งที่เรียกว่า การออกแบบ

แต่สิ่งที่เห็นว่า Nike ปรับกลับไปเหมือน MV IV ก็คือ ลาย Nike ที่กลับไปอยู่ Position เดิมครับ คาดไปตามแนว

ของที่ปิดเชือก อาจะเป็นเพราะพอโชว์ให้เห็น Nike เต็มๆ เหมือนกับ MV V นั้นแปลกๆก็ได้ อันนี้ผมไม่ทราบเช่นกันครับ แห่ะๆ

แค่เจ้า MV VI ยังขนาดนี้ เราลองไปดูเจ้า Mercurial SUPERFLY II กันดีกว่า ว่าจะมีอะไรใหม่อีกไหมมมม

แน่นอนครับ เจ้า SUPERFLY II ไม่ทำให้ผมผิดหวังอีกแล้วข้างบนนั้นก็งั้นๆเหมือนเวลา

พี่ๆเห็นเด็กเก่าเดินมาเราก็แค่ชายตามองแหล่ะครับ แต่กลับมองไปเห็นท่อนล่างที่บิ้วมาใหม่ ว๊าวๆๆ มันแน่นจริงๆ อุ๊บส์ ผมหายถึง ปุ่มแบบใหม่นะครับพี่ๆ อย่าคิดลึกๆ ฮิๆ ปุ่มนี้มีความหมายมันไม่ใช่แค่ปุ่มแปลกๆ พี่หลายๆคนคงเริ่มสงสัยเอ๊ะมันใส่ไปเตะกอล์ฟได้ไหมนะ เอ๊ะหรือเอาไว้ใส่เดินเล่นเฉยๆ ไม่ใช่ครับมันคือ

ปุ่มอัฉริยะ อย่าพึ่ง งง กันครับพี่ ปุ่มที่อยู่ด้านข้างเท้าด้านในช่วงนิ้วโป้งนั้นแลคือ ส่วนที่ช่วยในการออกตัว และ พลิกตัวกลับได้เร็วขึ้นไม่เพียงเท่านั้นนะครับ

เจ้าปุ่มที่เราเห็นสามารถยืด และ หดได้ในระยะ 3mm ด้วยตัวเองขึ้นอยุ่กับสภาพสนามที่เราใส่ โอ้วววว มันเจ๋งจิงๆ นอกนั้นก็เดิมๆ เก่าๆคล้ายๆกับที่ผมเองเคยเล่ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

Upper : เป็น Flywire technology

Outsole : เป็น Carbonfiber ทั้งหมดนี่แหล่ครับที่ทำให้น้ำหนักเจ้าตัวนี้เบาเหมือนนุ่น แต่ราคาประมานทองคำ 1.50 บาท(275ปอน์ดสเตอลิง) อืมมมม น่าสนใจหรือยังครับ

และนี่คือหนึ่งในรองเท้าในดวงใจของตัวผมเองซึ่งเจ้านี่แหล่ะทำให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า Nike เองก็มีดีด้านนี้เช่นเดียวกันไม่เพียงแค่รองเท้าดาด หรือเพียงรองเท้าแฟชั่นทั่วๆไปเพียงเท่านั้น

กระบวนการคิดยังล้ำลึกเกินกว่าที่ผมคิดไว้อีกเยอะแยะมากมายเลยทีเดียวแต่ทุกๆอย่างข้างต้นที่พูดมานั้นกลับเป็นแค่เพียงส่วนที่ Nikeพูดเพียงด้านเดียวเพียงเท่านั้นถ้าเราเอง

จะมาวิเคราห์กับเรื่องของเจ้านี่เองก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย อย่างเช่นผมยกตัวอย่างง่ายๆครับพี่ๆ ผมเองไม่ได้เป็นคนวิ่งเร็วอะไรนักใส่เจ้านี่ไปก็คงไม่ทำให้วิ่งเร็วขึ้นหรอกครับ แต่ด้วยจิตวิทยา (Psychological) ที่ทำให้รองเท้าเบาลง ทำให้บางเป็นหนังชั้นที่สองของเท้ากลับทำให้เรารู้สึกคล่องแคล่วขึ้น เสียมากกว่า ไม่ได้ทำให้เราเร็วขึ้นแต่อย่างใด เหมือนตอนที่เราจับด้วยมือ แหล่ะครับใช้หลักของจิตวิทยาเช่นเดียวกัน ทำไมมันเบาแบบนี้นะ เพราะเราจับด้วยมือไงครับ พอลองใส่ที่เท้ามันจะเบาช่วงแรกๆ เพียงเท่านั้นหลังจากนั้นเราก็จะชินและไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับมันอีกเท่าไหร่อีกด้วย ไม่ว่าจะอย่างไรเจ้านี่ก็ยังครองใจผมไปเกือบทั้งดวง ที่เหลือกันไว้ในส่วนของราคาอันแพงยับฮิๆ ผมงบน้อยครับพี่ๆ

ถ้าวิเคราะห์กันเรื่องปุ่มต่อ เชื่อว่านักกีฬาเองก็ไม่ได้สนใจว่ามันจะพลิกตัวเร็วสักเท่าไหร่นักหรอครับ เพราะเวลาที่ผมเคยอ่านจากของ Lottoเจ้ากีฬาแห่งเมืองมักกะโรนีนั้นเค้าบอกว่า

จะช่วยให้กลับตัวเร็วขึ้น นับเป็น 0.xx วินาที (Lotto ก็มีหลักการคล้ายๆกับ Nike เรื่องปุ่มที่ช่วยในการกลับตัวครับ) โอ๊ะ เรากระพริบตายังไม่ทัน เลยครับ ฉะนั้นบางอย่างมันทำได้จริง แต่เรากลับใช้ได้ไม่ถึง Performance ที่เขามีให้เท่านั้นเอง อย่างปุ่มที่ Nike บอกอย่างนู่นอย่างนี้ พอเอาเข้าจริง นักเตะส่วนใหญ่กลับใช้ปุ่มเหล็ก ซึ่งเจ้านี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย แถมนักเตะที่เป็น Presenterใช้ก็ดันเป็นนักเตะที่เร็วโดยธรรชาติ

ฉะนั้นรองเท้าก็คงเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นเอง เรื่องแบบนี้เราคงต้องวิเคราะกันเป็น Shotๆ ไปครับพี่ๆ อย่างไรแล้วเหมือนเดิม หากมีขอผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับผม เรื่องสอบถามเพิ่มเติมนั้นได้เสมอเลยครับ และถ้ามีอะไรเพิ่มอีกผมจะรีบจัดหามาให้ได้อ่านกันแบบถ้วนหน้าเลยคร้าบบบบบบ

กราบสวัสดีปีใหม่ไทยกับพี่ๆทุกๆท่านะครับ ขอบคุณมากครับ

สวัสดีครับ,
กลับมาอีกครั้งครับคราวก่อนผมได้รับ brief มาเรื่องนึงว่าให้หารองเท้าที่ผมชอบมาสัก 10 อันดับ ผมเลยนั่งคิดดูแล้วว่ามีอะไรที่ผมชอบบ้างแบบจริงจัง เพราะแต่ละคู่ที่มีหรือซื้อก็เนื่องด้วยเหตุผลต่างๆกันไปที่จริงแล้วตัวเองนั้นมี Brand ที่ชอบอยู่แล้วนั่นคือ รองเท้าที่มี Logo เป็นปีกแห่งชัยชนะ หรือ Nike นั่นเองเพราะด้วยปรัชญาของ Nike (Just Do it)นี่แหล่ะที่ทำให้ผมติดหูมาตั้งแต่เด็ก มากกว่า Brand ของฝั่ง German อย่าง Adidas และ Puma หรือแม้แต่ Brand ของ England อย่าง Umbro และ RBK(Reebok ปัจจุบัน Rebrand เป็น RBK ใน Segment ของ Sport แถมปัจจุบัน RBK ยังโดน Adidas takeover ไปเสียแล้ว เสียชาติอังกฤษไปซะแล้ว โถ่ๆๆๆ)ก็ยังเทียบไม่ติด

อันที่จริงแล้วไม่เพียงแค่ที่ผมกล่าวมากลับข้ามฝั่งไปยัง Europe ก็ยังไม่ทั้ง Brand ของ Italy อย่าง Lotto และ Diadora

หรือจะฝั่ง Asia อย่าง Asic, Mizuno และ Pan ซึ่งปัจจุบันนี้ Brand ของไทยได้พัฒนาการต่อเนื่องทำให้รูปแบบที่ Pan ทำนำหน้าโรงงานที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทยในประเทศไปหลายขุมเลยทีเดียว ทั้งแบบที่ดูทันสมัยมากขึ้นแม้จะได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตกมากหน่อย แต่ผมกลับมองว่ามันคือสิ่งที่เราต้องเริ่มแบบจริงจังในวงการออกแบบ ณ ที่นี้ผมไม่ได้มองว่ามันคือการ Copy นะครับมองด้านเป็นการพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงแค่ทำมาให้เหมือนเค้าเพื่อจะได้ขายได้แค่เพียงเท่านั้นเอง เพราะในบริษัทที่มี R&D (Research and Development) team เป็นของตัวเองต้องหาข้อมูลในการทำรองเท้านั้นๆอยู่แล้วไม่ใช่เพียงแค่นำข้อมูลดิบมาแล้วใช้ได้เลย นะครับมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ต้องนำข้อมูลที่ได้มา Analyze และ Synthesis เข้าด้วยกันก่อนถึงจะออกมาเป็น Design ที่เราเห็นๆกันในปัจจุบัน อ๊ากกกกกกกกก ผมนอกเรื่องอีกแล้ว

เข้าเรื่องต่อดีกว่าครับ ต่อจากไหนนะ…..อ่อรับ Brief เรื่องของรองเท้าที่ชอบ วันนี้ผมเลยขอเลือก เจ้าแห่งความเร็วในปัจจุบันซึ่งกำลังจะโดน Adidas เบียดลงจากบันลังก์ เนื่องด้วยเพราะเจ้า Adizero ตัวใหม่ล่าสัดดด เอ้ย ล่าสุดนี้ เบาเพียง 160 G ต่อ1 ข้าง โอ้วแม่เจ้า

เบาหยั่งกะนุ่น สินิทรา บุญยศักดิ์ ป๊าดดดดดด ไม่เกี่ยวครับพี่น้อง เบาเหมือนนุ่นจริงๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ Adidas ทำเจ้า F50 มาแต่ละรุ่นหนักมากกกก จนผมเองไม่คิดที่จะปักใจเชื่อว่ามันอยู่ Segment ของ Speed ตัวผมเองในหัวเลยจัดเจ้า F50 รุ่นก่อนๆหน้านี้ให้อยู่ใน Functional มากกว่าเพะราเหตุผลที่ว่าด้วย เจ้าF50 นั้นเองสามรถเปลี่ยนปุ่มให้เหมาะกับสภาพสนามได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สนามแข็ง เจ้าF50 เองก็เปลี่ยนปุ่มให้สั้นลงได้ สนามปกติ ก็มีปุ่มให้ แถมสนามเปียก ก็ยังมีปุ่มเหล็กให้อีก แถมยังเปลี่ยน Upper ได้หยั่งกะแต่งตัวตุ๊กตา โอ้วววว มันเจ๋งมากเลยจอร์จ (ผมไม่ได้หมายถึงพี่จอร์จนะครับ แห่ะๆ) แต่ของที่เยอะขนาดนี้น้ำหนักเจ้า F50 ก็หนักพอตัวเลยแม้ในรุ่นหลังๆนั้น จะพยายามลดแล้วลดอีก

ก็ไม่เห็นจะผอมเพรียมได้อย่างเจ้า Vapor ทางAdidasเลยทำใจไม่ได้ เปลี่ยนจาก F50 เป็น Zero ก็ได้ฟระ จะได้ลดน้ำหนักได้สักที แถมรูปทรงก็สง่างามมากขึ้น เพรียวเบาเหมือนไม่ใส่กางเกงในเตะบอลอีกต่างหากป๊าดดดด นอกเรื่องอีกจนได้ครับ เข้าเรื่องอีกทีขอโทดครับพี่ๆ พอดีมือมันพาไป

มาถึงเจ้า Nike Mercurial Vapor นั้นจริงๆแล้ว มีต้นกำเนิดตั้งแต่ปีไหนมีใครรู้บ้างครับ?? ติ๊กต่อกๆๆๆ

มันมีอายุกว่า มันมีอายุกว่า 10 ปีแล้วโอ้ว……ยาวนานขนาดนั้นเลยหรือ??? หลายคนคงสงสัยใคร่อยากรู้ ครับผมมีข้อมูลเล็กๆน้อยๆมาให้ดูกันคงไม่เยอะยุ่มย่ามจนทำให้รำคานใจกันนะครับ ^^

Nike Mercurial he was born in 1998

ครับใช่แล้ว ก่อกำเนิดในปี 1998 แต่ใช้เพียงชื่อว่า Mercurial

สมัยเจ้าโล้นทองคำยังโด่ดัง เย้ย โด่งดังกับอินเตอร์มิลาน สมัยนู้นนน ที่เราเห็นๆกันรองเท้าที่มีก็เห็นมีแต่สีดำล้วน แซมด้วยขาวบ้าง แดงนิดๆหน่อยๆ (เว้น Adidas predator) แต่พอบอลโลกเท่านั้น Nike ก็จับเจ้า Mercurial มาแต่งหน้าทาปากเสียใหม่ เอาให้เข้ากับชุดทีมชาติ Brazil ของเจ้าโล้นทองคำ

อย่างในรูปนี่แห่ะครับ จุดเด่นดังของเจ้า Mercurial ก็ถือกำเนิดมาตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นสีสันที่สดใส น้ำหนักที่เบากว่า แถมมีแถบจับบอล ซึ่งเหนียวหนึบ(จริงๆแล้วเป็น Accidentally design นะครับแถบเงาๆบนรองเท้า เกิดจากอุบัติเหตุตอนทดลองทำให้สีครับดันพลาดราดลงไปในหน้าผ้าแต่ปรากฏว่ามันเหนียวจนทำให้รู้สึกว่าเหย มันเจ๋งหว่ะลองเอามาใช้แล้วได้ผลดีมากๆ)

แถมเป็นรองเท้ารุ่นแรกๆที่เป็นรองเท้า Signature shoes ซึ่ง Screen “R9” ไว้ที่ลิ้นรองเท้าอีกด้วย แม้ปีนั้น Brazil จะอกหักแต่จุดเริ่มต้นของ Vapor ได้เกิดขึ้นแล้ว

“2002 Vapor is shouting out loud”

หลังจากนั้นเพียงสี่ปี เจ้า Vapor ก็ถือกำเนิดขึ้นแถมดังเป็นพลุแตก เพราะ Presenter เป็นคนซัดประตูทำให้เป็นแชมป์บอลโลกปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและ เกาหลี ชนะทีม Adidas ของ Germany แบบเฉียดฉิวเลยทีเดียว

เจ้าตัว Vapor I เองนั้นด้วยน้ำหนักที่เบามากเป็นประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอล ออกมาสีดำ เหลือบเงินเล็กๆ

เป็นสีแรก ด้วยน้ำหนักประมาณ 200 g ต่อข้างโอ้วววว มันเบามาก แถมผิวสัมผัสเรียบเนียน ทำให้กองหน้าสมัยนั้นใช้กันเกือบทุกคนไม่ว่าจะเป็น Thierry Henry, Ronaldo, Ronaldinho และอีกมากมายเลยที่ใช้เจ้ารุ่นนี้ ด้วยเพราะความเบาที่ทำให้รู้สึกได้ว่าทำให้คล่องตัวขึ้น ความกระชับและแนบเนื้อเหมือนเท้าเปล่า ทำให้Vapor I นั้นโด่งดังอย่างไม่ยากเลย แต่ด้วยความเบานั้นเองก็เป็นข้อเสียเช่นกัน อย่างเช่นกัดเท้ามาก ทำให้บาดเจ็บจากการปะทะได้ง่าย ทำให้ Nike เอง ปวดหัวอยู่ไม่น้อย ทาง Nike จึงต้องปรับให้ดีขึ้นใน Version ต่อไป และอีกไม่นานเจ้า Vapor II ก็กำเนิดขึ้นมา

“2004 Vapor it just a development”

เจ้าตัว Vapor II กลับไม่มีอะไรเด่นเท่าที่ควรเพราะเหมือนพูดของเก่า เพียงแค่ทำให้ส่วนของ upper นั้นหนาขึ้น และเพิ่มสีสัน และ กราฟฟิก ลายนิดๆหน่อย ใหม่เข้าไปในนั้น ทำให้เจ้า Vapor II นั้นหลายๆคนก็มองคล้ายกับเจ้า Vapor I แบบ Minor changeเพียงเท่านั้น

“2006 Repeat the Glory”

พูดแล้วก็เหมือนนิยาย ที่ภาคที่สองนั้นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มาถึงภาคสาม เจ้า Vapor ก็กลับมาโด่งดังอีกครั้งจะว่าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดุดันขึ้นหรือเพราะ Presenter ต่างๆที่ทำผลงานให้กระหึ่มก็แล้วแต่ เจ้า Vapor III

ได้ทำให้หลายๆคนตกหลุมรักโดยง่าย ทั้งที่กัดมากกว่าเดิมอีก ไอ้จ๊วกเอ้ยยยยย(อุ๊ยลืมตัวขออภัยครับ) Nike พยายามลดการกัดส้นเท้าเละป้องกันส้นเท้าด้วยการใส่ Polymer ไว้ที่ส้นเท้าเพื่อลอคไว้ไม่ให้ลื่นไถล แถมกันกระแทกอีกด้วยแต่รองเท้าเจ้ากรรมก็ตามกัดคนไทยไม่เลิก ด้วยเพราะวัสดุใหม่ที่ Nike นำมาใช้ Nike กับบริษัท Tenjin ของ ญี่ปุ่นร่วมกันพัฒนาAftificial Material ใหม่ขึ้นมาใช้กับเจ้า Vapor III ที่ใช้ชื่อว่า Tenjin microfiber ซึ่งมีน้ำหนักเบา เหนียวไม่ขาดง่าย แต่มันไม่มีรูพรุ่นน่ะสิ ทำให้ภายในรองเท้าเวลาเล่นกลางแดดบ้านเราร้อนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดแผลพุพองกันเป็นแถวเป็นแนว แต่ด้วยความสวยงามของมันทำให้หลายๆคนตกหลุมรักแบบหัวปักหัวปำ ทำให้เจ้า Vapor III เป็นที่โงดังอีกครั้งนึงจนทำให้ Nike ตัดสินใจผลิต Limted Edition ฉลอง Italy ได้แชมป์โลกซึ่งใช้สีทอง น้ำเงินออกมาเลยทีเดียว(อันนี้ผมมีคู่นึงครับอิๆ)

สวยงามแถมเบาแบบนี้หลายๆคนก็เลยไม่พลาดกับเจ้า Vapor III อย่างแน่นอน และสักพักหลังจากบอลโลก

Nikeก็ทำให้คนอย่างเราๆ เสียตังได้อีกแล้ว

“2008 Speed like a thunder”

ในปี 2008 ไม่นานมานี้เองนะครับ Vapor iV ก็กลับมาอีกครั้งด้วยความเร็วที่เหลือหลายสีสันที่ออกมาจี๊ดใจตั้งแต่สีแรก สีเหลืองอมส้มแบบ Lamburgini ที่มี CR7 เป็น Presenter ตัว Ad ก็น่าสนใจไม่น้อยที่ให้เจ้า Ronaldo มาวิ่งแข่งกับรถ Bugatti แถมชนะแบบฉิวเฉียด (แหมก็เล่นให้Bugattiถอยหลังใครตอนวกกลับใครจะไปแพ้ละ เปลี่ยนเกียร์ก็แพ้แว้ว เหน็บเขาอีก)

มาVersion นี้ รองเท้า Nikeมีการปรับโฉมครั้งใหญ่เลยครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่าง รูปทรงหรือ หุ่นรองเท้าที่ทำให้กว้างมากขึ้น

และข้อดีคือกัดน้อยลง แต่ๆๆ มันก็ต้องแลกครับ แลกด้วย้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างเยอะพอสมควรเลยทีเดียว แต่ไม่ใช่หนักมากนะครับ ผมเองพูดถึงหนักคือเทียบกับตัวเก่าที่เบามากเกินไปเท่านั้นเอง พอมาใส่ก็ยังเบาในความรู้สึกอยู่ดี

เจ้าตัว Vapor iV นี้เพิ่มส่วนปิดเชือกขึ้นมานะครับเพื่อให้จับบอลได้ดีขึ้นตอนแรกผมก็งง มีที่ปิดเชือกแล้วจะอึดอัดไหมนะ

แถมยังดูย้วยๆยานๆอีกต่างหากแต่พอได้ใส่ โอ้ Nike เค้าคิดมาดีครับที่ย้วยๆยานๆ นี่คือเรายังไม่ได้ใส่เท้าเข้าไป พอใส่เท้าเข้าไปปุ๊บมันจะ Fit เลยครับไม่ย้วย แถมแทบที่ปิดเชือกนั้นเองยังเป็นส่วนที่เหนียวเพื่อใช้ในการจับบอลอีกด้วยมันดีอย่างนี้นี่เองแต่ด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น Nike เองก็พยายามแล้วพยายามอีกเพื่อจะลด น้ำหนักมันแต่ด้วย cost ที่สูงขึ้นไม่สามรถขายใน Segment ปกติได้เพราะใช้วัสดุที่เบามากขึ้นจึ้งต้องเพิ่มช่องทางการขายออกมาอีกขั้นเป็นพื้นแบบ Carbon fiber

แต่ด้วยการตลาดอันหลักแหลม Nike จะไม่ยอมปล่อยตัวนี้ออกมาเปล่าๆปลี้ๆให้คนงงเล่น ว่าไหงมันแพงขึ้นฟระ ทุกอย่างก็คล้ายๆกันจึงทำ Limited Edition ออกมาก่อนแล้วใช้ใน นักชิง UCL ที่ มีเจ้าแมลงสาป CR7 กับ Drogba เป็นพระเอก

แล้ว Nike ก็ตั้งชื่อว่า Nike Mercurial Vapor SL(Super light) ซึ่งทำให้คนจดจำว่า Wow มันเบากว่าเดิมนนี่เองแล้วจึงทยอยปล่อยขายเป็นของปกติไป(อันที่จริงที่ตัวใส่นัดชิงเป็น โคตรของโคตร Limited edition นะครับเพราะมีเพียง 2008 คู่ต่อ 1 size เพราะ Upper ด้านบนก็เป็น Carbon Fiber เช่นเดียวกันโอ้โห อะไรจะขนาดนั้น )

อย่างเช่น

ผมจะให้ดูตัวปกตินะครับ

จะเห็นว่าต่างกันแค่พื้นเท่านั้นเองฉะนั้น Cost ที่เพิ่มขึ้นก็คือพื้น ซึ่งใช้ carbon fiber ที่มีน้ำหนักเบา

แถมยืดหยุ่นตัวได้ดีเป็นตัวชูประเด็นทำให้ขายได้อีกเป็นเทน้ำเทท่า แต่ถ้ามาลองดูกันจริงๆมันกลับไม่ได้พูดว่าเบาขึ้นเยอะเท่าไหร่นัก ดังคำกล่าวที่ว่า นักการตลาดที่แย่จะจูงม้ามากินน้ำ นักการตลาดที่ดีจะทำให้ม้าหิวและเดินมากินน้ำเอง โหล้ำลึก

มากครับผม เอิ้กกกกก ต่อกันดีกว่านะครับผมพี่ๆ น้องๆ ขอมือขวาหน่อย เอ้วววววว ผมจะได้รู้ว่ายังทนอ่านของผมอยู่ เหอๆๆ

กลัวเลิกอ่านครับเพราะอะไรเยอะแยะมากมายไม่รู้จะเขียนทำไมสินะ บ่นตัวเองอีก Y_Y

ต่อกันดีกว่านะครับ

“2009 New lighter cleats begun”

หลังจากเจ้า MV IV ปีเดียวก็คลอดลูกที่หน้าตาละม้าย คล้ายกันออกมาอีกแล้ว โอ้ว มันช่างรวดเร็วปานฉะนี้ เจ้า MV V นี้มีจุดเด่นคือ Flywire technology ของทาง Nike เขาครับ ทำให้น้ำหนักเบาขึ้น แต่แพงขึ้น คิดง่ายๆครับผมคือการขึ้นโครงเผื่อให้หนังที่ใช้แข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องบุเพิ่ม เลยทำให้น้ำหนักเบาขึ้นอีกด้วย (แต่ไหงในตัว MV ปกให้พื้นที่มากระจ๊อยนึงเท่านั้นนะ จะลดได้สุกเท่าไหร่เชียวเนี่ย)

(จะเห็นว่า พื้นที่ Flywire นั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองนะครับ เพราะเนื่องด้วยเหตุผลด้านการผลิตและรูปทรงรองเท้าเอง)

โดยรุ่นนี้ ลดน้ำหนัก ตัวเองลงมาอีกนิ๊ดนึง เหลือเพียง 230 g ต่อข้างนะครับซึ่งค่อนข้างเบาเลยทีเดียว รูปร่างหน้าตาก็คล้ายกับ MV IV เพียงแต่เปลี่ยนหุ่นของรองเท้านั้นให้มีความกระชับมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ส่วนหัวรองเท้าให้กว้างขึ้นจะได้ไม่บีบมาก และได้เพิ่มขนาดที่ป้องกันเชือกให้กว้างขึ้น เพื่อจะได้ขยับขยายได้มากขึ้นอีกหน่อย แถมด้วย การปรับ LOGO ให้อยู่ในแนว Horizontal มากขึ้นครับเพราะถ้าสังเกตดีๆ รุ่นที่แล้วจะอยู่แนวขนานไปกับตัวที่ปิดเชือกซึ่งเวลามองจากด้านข้างเอง จะเห็น LOGO Nike ไม่ชัด แถมเพิ่ม graphic ให้ดูเป็น 2 tone มากขึ้น วัยรุ่นมากเลยนะครับ เจ้านี่ก็เป็นต้นแบบแห่งอีกตัวอย่างที่ผมเองจะเล่าต่อในเรื่อง Sub segment ใหม่ของ Nike ซึ่งจะนำมาดูดเงิน จ๊วบๆ ในกระเป๋าของเราๆเพิ่มนั่นก็คือ

Nike mercurial SUPERFLY

จากในรูปครับ คือ ตัวเดียวกับ MV V ซึ่งทำให้เบาขึ้นโดยจับมันเข้า fitness เย้ย….ไม่ใช่ โดยการใช้ technology Flywire ทั้งคู่

ทั้งคู่แถมพื้นเองนั้นยังเป็น Carbonfier อีกด้วย และปุ่มก็ได้มีการ Redesign ใหม่ทำให้มีรูที่ตัวปุ่ม เพื่อลดน้ำหนักลงอีก

แถมตัดที่ปิดเชือกลง ทำให้รูปร่างดูเพรียวลมอย่างกับหุ่นนางแบบน่าฟัดเสียนี่กระไร แถมทำให้น้ำหนักลดลงมาจนเหลือ 185 g ต่อข้างโอ้วววววพระเจ้า มันลดลงได้อย่างน่าสนใจถึงที่สุด แต่ก็แพงระยับด้วยเช่นเดียวกัน สนน ราคาอยู่ที่ 224.99 ปอน์ดสเตอลิงค์ อู้วววว ไม่อยากจะคิดเลยทีเดียวครับพี่น้องงง พูดแล้วมันคือการสร้าง Sub segment ใหม่ในตัว productอีกด้วย น่าสนใจจริงๆกับการตลาดของรองเท้ายี่ห้อนี้นะครับ เข้าเรื่องกันต่ออาจจะยาวและนอกเรื่องไปมากหน่อยแห่ะๆ (ผมเหมือนได้ยินว่าหลายคนเริ่มบ่นว่า “มรึงแม่ม นอกเรื่องตลอดเลยหว่ะ” แว่วๆ มาละครับ ฮุๆๆๆ)

หลังจาก MV V ออกมาแบบตดยังไม่ทันหายเหม็น ให้ทายครับว่าอะไรเกิดขึ้น อู้วววว ไม่น่าถามแบ๊ะๆให้ขนาดนนี้

เจ้า MV VI ก็ออกมาให้ชมเชย ฮิ้วววว อะไรจะเร็วประมานนั้น

“2010 New speed is coming to town”

หลังจาก Nike MV IV ประสบความสำเร็จอีกปี เจ้า MV VI ก็ออกมาให้เชยชม ไม่เพียงแต่ออกมาใหม่สีจัดจ้าน อย่างกับขนมหวานเพียงเท่านั้น แต่ออกมาแบบทำให้ผมงงแล็กๆ ไหงมันดูตุ๊ต๊ะเช่นนี้ หรือมันเป็นแต่ภาพลวงตา สมองผมสั่งแบบนั้นเมื่อเห็นแว๊บแรก โอมจงเป็นภาพลวงตาๆๆ แต่มันก็ไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใดแต่แค่เฉพาะรูปร่างเท่านั้นครับ เจ้านี่ยังเบาเหมือนเดิมเป็นปกติ และสิ่งเดิมๆที่คล้ายๆกันมานั่นก็คือเรื่องของวัสดุ การปิดเชือก

ผมก็เริ่มส่ายหน้าเล็กๆกับสิ่งที่ Nike ทำ และแอบถอนหายใจอยู่คนเดียว เห้ออออ แต่พอพลิกกลับไปดูที่ปุ่ม แม่เจ้าเค้าออกแบบใหม่นี่หว่า ไม่เพียงแค่ปุ่มแต่พื้นรองเท้าก็วัสดุใหม่เช่นเดียวกัน Nike เรียกว่า glassfiber ซึ่งผมยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไรแต่ที่แน่ๆ “มันสวยหว่ะ” ผมรำพึงในใจผู้เดียวมันมี texture ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าNike คิดมาจริงๆไม่เพียงแค่ใส่ลงไปเถอะ

จะได้ดูมีราคี เอ้ย ราศี ปุ่มที่ทำใหม่นั้น Nike บกว่ามันคือสิ่งที่จะทำให้ยึดเกาะกับสนามดีขึ้นออกตัวเร็วขึ้น

แถม glassfiber ก็ทำให้น้ำหนักเบาขึ้นมีปุ่มที่ทำให้ออกตัวได้ดีขึ้นจากการวางแบบปุ่มใหม่อีกด้วย ว๊าววว Amazingมั้ยครับเนี่ย

บวกด้วยแถม Graphic แบบ 2 tone แบบใหม่ ที่ทำให้รองเท้าดูพุ่งไปด้านหน้าอย่างชัดเจน แต่ทำไมถึงไปหลบอยู่ข้างเท้าด้านใน เอ๊ะแล้วใครจะเห็นล่ะนี่ ก็ยังแอบสงสัยเล็กๆแต่เพียงผู้เดียว

แต่มันมีคำตอบครับ Nike คิดถึงเมื่อตอนวิ่ง เจ้าสีนี่แหล่ะจะทำให้เพื่อนร่วมทีมเห็นเราได้ง่ายขึ้น ส่งบอลให้กับเราได้ดีขึ้น โอ๊ะ ทำไมเราคิดไม่ได้แบบนั้นบ้าง(บางครั้งก็แอบคิดว่า Nike ก็แถเก่งเหมือนกันแหะแ) นะ แค่เพียงจุดเล็กๆทีเรามองข้ามไปหรือเปล่านะ นี่แหล่ะครับสิ่งที่เรียกว่า การออกแบบ

แต่สิ่งที่เห็นว่า Nike ปรับกลับไปเหมือน MV IV ก็คือ ลาย Nike ที่กลับไปอยู่ Position เดิมครับ คาดไปตามแนว

ของที่ปิดเชือก อาจะเป็นเพราะพอโชว์ให้เห็น Nike เต็มๆ เหมือนกับ MV V นั้นแปลกๆก็ได้ อันนี้ผมไม่ทราบเช่นกันครับ แห่ะๆ

แค่เจ้า MV VI ยังขนาดนี้ เราลองไปดูเจ้า Mercurial SUPERFLY II กันดีกว่า ว่าจะมีอะไรใหม่อีกไหมมมม

แน่นอนครับ เจ้า SUPERFLY II ไม่ทำให้ผมผิดหวังอีกแล้วข้างบนนั้นก็งั้นๆเหมือนเวลา

พี่ๆเห็นเด็กเก่าเดินมาเราก็แค่ชายตามองแหล่ะครับ แต่กลับมองไปเห็นท่อนล่างที่บิ้วมาใหม่ ว๊าวๆๆ มันแน่นจริงๆ อุ๊บส์ ผมหายถึง ปุ่มแบบใหม่นะครับพี่ๆ อย่าคิดลึกๆ ฮิๆ ปุ่มนี้มีความหมายมันไม่ใช่แค่ปุ่มแปลกๆ พี่หลายๆคนคงเริ่มสงสัยเอ๊ะมันใส่ไปเตะกอล์ฟได้ไหมนะ เอ๊ะหรือเอาไว้ใส่เดินเล่นเฉยๆ ไม่ใช่ครับมันคือ

ปุ่มอัฉริยะ อย่าพึ่ง งง กันครับพี่ ปุ่มที่อยู่ด้านข้างเท้าด้านในช่วงนิ้วโป้งนั้นแลคือ ส่วนที่ช่วยในการออกตัว และ พลิกตัวกลับได้เร็วขึ้นไม่เพียงเท่านั้นนะครับ

เจ้าปุ่มที่เราเห็นสามารถยืด และ หดได้ในระยะ 3mm ด้วยตัวเองขึ้นอยุ่กับสภาพสนามที่เราใส่ โอ้วววว มันเจ๋งจิงๆ นอกนั้นก็เดิมๆ เก่าๆคล้ายๆกับที่ผมเองเคยเล่ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

Upper : เป็น Flywire technology

Outsole : เป็น Carbonfiber ทั้งหมดนี่แหล่ครับที่ทำให้น้ำหนักเจ้าตัวนี้เบาเหมือนนุ่น แต่ราคาประมานทองคำ 1.50 บาท(275ปอน์ดสเตอลิง) อืมมมม น่าสนใจหรือยังครับ

และนี่คือหนึ่งในรองเท้าในดวงใจของตัวผมเองซึ่งเจ้านี่แหล่ะทำให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า Nike เองก็มีดีด้านนี้เช่นเดียวกันไม่เพียงแค่รองเท้าดาด หรือเพียงรองเท้าแฟชั่นทั่วๆไปเพียงเท่านั้น

กระบวนการคิดยังล้ำลึกเกินกว่าที่ผมคิดไว้อีกเยอะแยะมากมายเลยทีเดียวแต่ทุกๆอย่างข้างต้นที่พูดมานั้นกลับเป็นแค่เพียงส่วนที่ Nikeพูดเพียงด้านเดียวเพียงเท่านั้นถ้าเราเอง

จะมาวิเคราห์กับเรื่องของเจ้านี่เองก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย อย่างเช่นผมยกตัวอย่างง่ายๆครับพี่ๆ ผมเองไม่ได้เป็นคนวิ่งเร็วอะไรนักใส่เจ้านี่ไปก็คงไม่ทำให้วิ่งเร็วขึ้นหรอกครับ แต่ด้วยจิตวิทยา (Psychological) ที่ทำให้รองเท้าเบาลง ทำให้บางเป็นหนังชั้นที่สองของเท้ากลับทำให้เรารู้สึกคล่องแคล่วขึ้น เสียมากกว่า ไม่ได้ทำให้เราเร็วขึ้นแต่อย่างใด เหมือนตอนที่เราจับด้วยมือ แหล่ะครับใช้หลักของจิตวิทยาเช่นเดียวกัน ทำไมมันเบาแบบนี้นะ เพราะเราจับด้วยมือไงครับ พอลองใส่ที่เท้ามันจะเบาช่วงแรกๆ เพียงเท่านั้นหลังจากนั้นเราก็จะชินและไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับมันอีกเท่าไหร่อีกด้วย ไม่ว่าจะอย่างไรเจ้านี่ก็ยังครองใจผมไปเกือบทั้งดวง ที่เหลือกันไว้ในส่วนของราคาอันแพงยับฮิๆ ผมงบน้อยครับพี่ๆ

ถ้าวิเคราะห์กันเรื่องปุ่มต่อ เชื่อว่านักกีฬาเองก็ไม่ได้สนใจว่ามันจะพลิกตัวเร็วสักเท่าไหร่นักหรอครับ เพราะเวลาที่ผมเคยอ่านจากของ Lottoเจ้ากีฬาแห่งเมืองมักกะโรนีนั้นเค้าบอกว่า

จะช่วยให้กลับตัวเร็วขึ้น นับเป็น 0.xx วินาที (Lotto ก็มีหลักการคล้ายๆกับ Nike เรื่องปุ่มที่ช่วยในการกลับตัวครับ) โอ๊ะ เรากระพริบตายังไม่ทัน เลยครับ ฉะนั้นบางอย่างมันทำได้จริง แต่เรากลับใช้ได้ไม่ถึง Performance ที่เขามีให้เท่านั้นเอง อย่างปุ่มที่ Nike บอกอย่างนู่นอย่างนี้ พอเอาเข้าจริง นักเตะส่วนใหญ่กลับใช้ปุ่มเหล็ก ซึ่งเจ้านี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย แถมนักเตะที่เป็น Presenterใช้ก็ดันเป็นนักเตะที่เร็วโดยธรรชาติ

ฉะนั้นรองเท้าก็คงเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นเอง เรื่องแบบนี้เราคงต้องวิเคราะกันเป็น Shotๆ ไปครับพี่ๆ อย่างไรแล้วเหมือนเดิม หากมีขอผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับผม เรื่องสอบถามเพิ่มเติมนั้นได้เสมอเลยครับ และถ้ามีอะไรเพิ่มอีกผมจะรีบจัดหามาให้ได้อ่านกันแบบถ้วนหน้าเลยคร้าบบบบบบ

กราบสวัสดีปีใหม่ไทยกับพี่ๆทุกๆท่านะครับ ขอบคุณมากครับ
สวัสดีครับ,
กลับมาอีกครั้งครับคราวก่อนผมได้รับ brief มาเรื่องนึงว่าให้หารองเท้าที่ผมชอบมาสัก 10 อันดับ ผมเลยนั่งคิดดูแล้วว่ามีอะไรที่ผมชอบบ้างแบบจริงจัง เพราะแต่ละคู่ที่มีหรือซื้อก็เนื่องด้วยเหตุผลต่างๆกันไปที่จริงแล้วตัวเองนั้นมี Brand ที่ชอบอยู่แล้วนั่นคือ รองเท้าที่มี Logo เป็นปีกแห่งชัยชนะ หรือ Nike นั่นเองเพราะด้วยปรัชญาของ Nike (Just Do it)นี่แหล่ะที่ทำให้ผมติดหูมาตั้งแต่เด็ก มากกว่า Brand ของฝั่ง German อย่าง Adidas และ Puma หรือแม้แต่ Brand ของ England อย่าง Umbro และ RBK(Reebok ปัจจุบัน Rebrand เป็น RBK ใน Segment ของ Sport แถมปัจจุบัน RBK ยังโดน Adidas takeover ไปเสียแล้ว เสียชาติอังกฤษไปซะแล้ว โถ่ๆๆๆ)ก็ยังเทียบไม่ติด

อันที่จริงแล้วไม่เพียงแค่ที่ผมกล่าวมากลับข้ามฝั่งไปยัง Europe ก็ยังไม่ทั้ง Brand ของ Italy อย่าง Lotto และ Diadora

หรือจะฝั่ง Asia อย่าง Asic, Mizuno และ Pan ซึ่งปัจจุบันนี้ Brand ของไทยได้พัฒนาการต่อเนื่องทำให้รูปแบบที่ Pan ทำนำหน้าโรงงานที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทยในประเทศไปหลายขุมเลยทีเดียว ทั้งแบบที่ดูทันสมัยมากขึ้นแม้จะได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตกมากหน่อย แต่ผมกลับมองว่ามันคือสิ่งที่เราต้องเริ่มแบบจริงจังในวงการออกแบบ ณ ที่นี้ผมไม่ได้มองว่ามันคือการ Copy นะครับมองด้านเป็นการพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงแค่ทำมาให้เหมือนเค้าเพื่อจะได้ขายได้แค่เพียงเท่านั้นเอง เพราะในบริษัทที่มี R&D (Research and Development) team เป็นของตัวเองต้องหาข้อมูลในการทำรองเท้านั้นๆอยู่แล้วไม่ใช่เพียงแค่นำข้อมูลดิบมาแล้วใช้ได้เลย นะครับมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ต้องนำข้อมูลที่ได้มา Analyze และ Synthesis เข้าด้วยกันก่อนถึงจะออกมาเป็น Design ที่เราเห็นๆกันในปัจจุบัน อ๊ากกกกกกกกก ผมนอกเรื่องอีกแล้ว

เข้าเรื่องต่อดีกว่าครับ ต่อจากไหนนะ…..อ่อรับ Brief เรื่องของรองเท้าที่ชอบ วันนี้ผมเลยขอเลือก เจ้าแห่งความเร็วในปัจจุบันซึ่งกำลังจะโดน Adidas เบียดลงจากบันลังก์ เนื่องด้วยเพราะเจ้า Adizero ตัวใหม่ล่าสัดดด เอ้ย ล่าสุดนี้ เบาเพียง 160 G ต่อ1 ข้าง โอ้วแม่เจ้า

เบาหยั่งกะนุ่น สินิทรา บุญยศักดิ์ ป๊าดดดดดด ไม่เกี่ยวครับพี่น้อง เบาเหมือนนุ่นจริงๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ Adidas ทำเจ้า F50 มาแต่ละรุ่นหนักมากกกก จนผมเองไม่คิดที่จะปักใจเชื่อว่ามันอยู่ Segment ของ Speed ตัวผมเองในหัวเลยจัดเจ้า F50 รุ่นก่อนๆหน้านี้ให้อยู่ใน Functional มากกว่าเพะราเหตุผลที่ว่าด้วย เจ้าF50 นั้นเองสามรถเปลี่ยนปุ่มให้เหมาะกับสภาพสนามได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สนามแข็ง เจ้าF50 เองก็เปลี่ยนปุ่มให้สั้นลงได้ สนามปกติ ก็มีปุ่มให้ แถมสนามเปียก ก็ยังมีปุ่มเหล็กให้อีก แถมยังเปลี่ยน Upper ได้หยั่งกะแต่งตัวตุ๊กตา โอ้วววว มันเจ๋งมากเลยจอร์จ (ผมไม่ได้หมายถึงพี่จอร์จนะครับ แห่ะๆ) แต่ของที่เยอะขนาดนี้น้ำหนักเจ้า F50 ก็หนักพอตัวเลยแม้ในรุ่นหลังๆนั้น จะพยายามลดแล้วลดอีก

ก็ไม่เห็นจะผอมเพรียมได้อย่างเจ้า Vapor ทางAdidasเลยทำใจไม่ได้ เปลี่ยนจาก F50 เป็น Zero ก็ได้ฟระ จะได้ลดน้ำหนักได้สักที แถมรูปทรงก็สง่างามมากขึ้น เพรียวเบาเหมือนไม่ใส่กางเกงในเตะบอลอีกต่างหากป๊าดดดด นอกเรื่องอีกจนได้ครับ เข้าเรื่องอีกทีขอโทดครับพี่ๆ พอดีมือมันพาไป

มาถึงเจ้า Nike Mercurial Vapor นั้นจริงๆแล้ว มีต้นกำเนิดตั้งแต่ปีไหนมีใครรู้บ้างครับ?? ติ๊กต่อกๆๆๆ

มันมีอายุกว่า มันมีอายุกว่า 10 ปีแล้วโอ้ว……ยาวนานขนาดนั้นเลยหรือ??? หลายคนคงสงสัยใคร่อยากรู้ ครับผมมีข้อมูลเล็กๆน้อยๆมาให้ดูกันคงไม่เยอะยุ่มย่ามจนทำให้รำคานใจกันนะครับ ^^

Nike Mercurial he was born in 1998

ครับใช่แล้ว ก่อกำเนิดในปี 1998 แต่ใช้เพียงชื่อว่า Mercurial

สมัยเจ้าโล้นทองคำยังโด่ดัง เย้ย โด่งดังกับอินเตอร์มิลาน สมัยนู้นนน ที่เราเห็นๆกันรองเท้าที่มีก็เห็นมีแต่สีดำล้วน แซมด้วยขาวบ้าง แดงนิดๆหน่อยๆ (เว้น Adidas predator) แต่พอบอลโลกเท่านั้น Nike ก็จับเจ้า Mercurial มาแต่งหน้าทาปากเสียใหม่ เอาให้เข้ากับชุดทีมชาติ Brazil ของเจ้าโล้นทองคำ

อย่างในรูปนี่แห่ะครับ จุดเด่นดังของเจ้า Mercurial ก็ถือกำเนิดมาตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นสีสันที่สดใส น้ำหนักที่เบากว่า แถมมีแถบจับบอล ซึ่งเหนียวหนึบ(จริงๆแล้วเป็น Accidentally design นะครับแถบเงาๆบนรองเท้า เกิดจากอุบัติเหตุตอนทดลองทำให้สีครับดันพลาดราดลงไปในหน้าผ้าแต่ปรากฏว่ามันเหนียวจนทำให้รู้สึกว่าเหย มันเจ๋งหว่ะลองเอามาใช้แล้วได้ผลดีมากๆ)

แถมเป็นรองเท้ารุ่นแรกๆที่เป็นรองเท้า Signature shoes ซึ่ง Screen “R9” ไว้ที่ลิ้นรองเท้าอีกด้วย แม้ปีนั้น Brazil จะอกหักแต่จุดเริ่มต้นของ Vapor ได้เกิดขึ้นแล้ว

“2002 Vapor is shouting out loud”

หลังจากนั้นเพียงสี่ปี เจ้า Vapor ก็ถือกำเนิดขึ้นแถมดังเป็นพลุแตก เพราะ Presenter เป็นคนซัดประตูทำให้เป็นแชมป์บอลโลกปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและ เกาหลี ชนะทีม Adidas ของ Germany แบบเฉียดฉิวเลยทีเดียว

เจ้าตัว Vapor I เองนั้นด้วยน้ำหนักที่เบามากเป็นประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอล ออกมาสีดำ เหลือบเงินเล็กๆ

เป็นสีแรก ด้วยน้ำหนักประมาณ 200 g ต่อข้างโอ้วววว มันเบามาก แถมผิวสัมผัสเรียบเนียน ทำให้กองหน้าสมัยนั้นใช้กันเกือบทุกคนไม่ว่าจะเป็น Thierry Henry, Ronaldo, Ronaldinho และอีกมากมายเลยที่ใช้เจ้ารุ่นนี้ ด้วยเพราะความเบาที่ทำให้รู้สึกได้ว่าทำให้คล่องตัวขึ้น ความกระชับและแนบเนื้อเหมือนเท้าเปล่า ทำให้Vapor I นั้นโด่งดังอย่างไม่ยากเลย แต่ด้วยความเบานั้นเองก็เป็นข้อเสียเช่นกัน อย่างเช่นกัดเท้ามาก ทำให้บาดเจ็บจากการปะทะได้ง่าย ทำให้ Nike เอง ปวดหัวอยู่ไม่น้อย ทาง Nike จึงต้องปรับให้ดีขึ้นใน Version ต่อไป และอีกไม่นานเจ้า Vapor II ก็กำเนิดขึ้นมา

“2004 Vapor it just a development”

เจ้าตัว Vapor II กลับไม่มีอะไรเด่นเท่าที่ควรเพราะเหมือนพูดของเก่า เพียงแค่ทำให้ส่วนของ upper นั้นหนาขึ้น และเพิ่มสีสัน และ กราฟฟิก ลายนิดๆหน่อย ใหม่เข้าไปในนั้น ทำให้เจ้า Vapor II นั้นหลายๆคนก็มองคล้ายกับเจ้า Vapor I แบบ Minor changeเพียงเท่านั้น

“2006 Repeat the Glory”

พูดแล้วก็เหมือนนิยาย ที่ภาคที่สองนั้นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มาถึงภาคสาม เจ้า Vapor ก็กลับมาโด่งดังอีกครั้งจะว่าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดุดันขึ้นหรือเพราะ Presenter ต่างๆที่ทำผลงานให้กระหึ่มก็แล้วแต่ เจ้า Vapor III

ได้ทำให้หลายๆคนตกหลุมรักโดยง่าย ทั้งที่กัดมากกว่าเดิมอีก ไอ้จ๊วกเอ้ยยยยย(อุ๊ยลืมตัวขออภัยครับ) Nike พยายามลดการกัดส้นเท้าเละป้องกันส้นเท้าด้วยการใส่ Polymer ไว้ที่ส้นเท้าเพื่อลอคไว้ไม่ให้ลื่นไถล แถมกันกระแทกอีกด้วยแต่รองเท้าเจ้ากรรมก็ตามกัดคนไทยไม่เลิก ด้วยเพราะวัสดุใหม่ที่ Nike นำมาใช้ Nike กับบริษัท Tenjin ของ ญี่ปุ่นร่วมกันพัฒนาAftificial Material ใหม่ขึ้นมาใช้กับเจ้า Vapor III ที่ใช้ชื่อว่า Tenjin microfiber ซึ่งมีน้ำหนักเบา เหนียวไม่ขาดง่าย แต่มันไม่มีรูพรุ่นน่ะสิ ทำให้ภายในรองเท้าเวลาเล่นกลางแดดบ้านเราร้อนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดแผลพุพองกันเป็นแถวเป็นแนว แต่ด้วยความสวยงามของมันทำให้หลายๆคนตกหลุมรักแบบหัวปักหัวปำ ทำให้เจ้า Vapor III เป็นที่โงดังอีกครั้งนึงจนทำให้ Nike ตัดสินใจผลิต Limted Edition ฉลอง Italy ได้แชมป์โลกซึ่งใช้สีทอง น้ำเงินออกมาเลยทีเดียว(อันนี้ผมมีคู่นึงครับอิๆ)

สวยงามแถมเบาแบบนี้หลายๆคนก็เลยไม่พลาดกับเจ้า Vapor III อย่างแน่นอน และสักพักหลังจากบอลโลก

Nikeก็ทำให้คนอย่างเราๆ เสียตังได้อีกแล้ว

“2008 Speed like a thunder”

ในปี 2008 ไม่นานมานี้เองนะครับ Vapor iV ก็กลับมาอีกครั้งด้วยความเร็วที่เหลือหลายสีสันที่ออกมาจี๊ดใจตั้งแต่สีแรก สีเหลืองอมส้มแบบ Lamburgini ที่มี CR7 เป็น Presenter ตัว Ad ก็น่าสนใจไม่น้อยที่ให้เจ้า Ronaldo มาวิ่งแข่งกับรถ Bugatti แถมชนะแบบฉิวเฉียด (แหมก็เล่นให้Bugattiถอยหลังใครตอนวกกลับใครจะไปแพ้ละ เปลี่ยนเกียร์ก็แพ้แว้ว เหน็บเขาอีก)

มาVersion นี้ รองเท้า Nikeมีการปรับโฉมครั้งใหญ่เลยครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่าง รูปทรงหรือ หุ่นรองเท้าที่ทำให้กว้างมากขึ้น

และข้อดีคือกัดน้อยลง แต่ๆๆ มันก็ต้องแลกครับ แลกด้วย้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างเยอะพอสมควรเลยทีเดียว แต่ไม่ใช่หนักมากนะครับ ผมเองพูดถึงหนักคือเทียบกับตัวเก่าที่เบามากเกินไปเท่านั้นเอง พอมาใส่ก็ยังเบาในความรู้สึกอยู่ดี

เจ้าตัว Vapor iV นี้เพิ่มส่วนปิดเชือกขึ้นมานะครับเพื่อให้จับบอลได้ดีขึ้นตอนแรกผมก็งง มีที่ปิดเชือกแล้วจะอึดอัดไหมนะ

แถมยังดูย้วยๆยานๆอีกต่างหากแต่พอได้ใส่ โอ้ Nike เค้าคิดมาดีครับที่ย้วยๆยานๆ นี่คือเรายังไม่ได้ใส่เท้าเข้าไป พอใส่เท้าเข้าไปปุ๊บมันจะ Fit เลยครับไม่ย้วย แถมแทบที่ปิดเชือกนั้นเองยังเป็นส่วนที่เหนียวเพื่อใช้ในการจับบอลอีกด้วยมันดีอย่างนี้นี่เองแต่ด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น Nike เองก็พยายามแล้วพยายามอีกเพื่อจะลด น้ำหนักมันแต่ด้วย cost ที่สูงขึ้นไม่สามรถขายใน Segment ปกติได้เพราะใช้วัสดุที่เบามากขึ้นจึ้งต้องเพิ่มช่องทางการขายออกมาอีกขั้นเป็นพื้นแบบ Carbon fiber

แต่ด้วยการตลาดอันหลักแหลม Nike จะไม่ยอมปล่อยตัวนี้ออกมาเปล่าๆปลี้ๆให้คนงงเล่น ว่าไหงมันแพงขึ้นฟระ ทุกอย่างก็คล้ายๆกันจึงทำ Limited Edition ออกมาก่อนแล้วใช้ใน นักชิง UCL ที่ มีเจ้าแมลงสาป CR7 กับ Drogba เป็นพระเอก

แล้ว Nike ก็ตั้งชื่อว่า Nike Mercurial Vapor SL(Super light) ซึ่งทำให้คนจดจำว่า Wow มันเบากว่าเดิมนนี่เองแล้วจึงทยอยปล่อยขายเป็นของปกติไป(อันที่จริงที่ตัวใส่นัดชิงเป็น โคตรของโคตร Limited edition นะครับเพราะมีเพียง 2008 คู่ต่อ 1 size เพราะ Upper ด้านบนก็เป็น Carbon Fiber เช่นเดียวกันโอ้โห อะไรจะขนาดนั้น )

อย่างเช่น

ผมจะให้ดูตัวปกตินะครับ

จะเห็นว่าต่างกันแค่พื้นเท่านั้นเองฉะนั้น Cost ที่เพิ่มขึ้นก็คือพื้น ซึ่งใช้ carbon fiber ที่มีน้ำหนักเบา

แถมยืดหยุ่นตัวได้ดีเป็นตัวชูประเด็นทำให้ขายได้อีกเป็นเทน้ำเทท่า แต่ถ้ามาลองดูกันจริงๆมันกลับไม่ได้พูดว่าเบาขึ้นเยอะเท่าไหร่นัก ดังคำกล่าวที่ว่า นักการตลาดที่แย่จะจูงม้ามากินน้ำ นักการตลาดที่ดีจะทำให้ม้าหิวและเดินมากินน้ำเอง โหล้ำลึก

มากครับผม เอิ้กกกกก ต่อกันดีกว่านะครับผมพี่ๆ น้องๆ ขอมือขวาหน่อย เอ้วววววว ผมจะได้รู้ว่ายังทนอ่านของผมอยู่ เหอๆๆ

กลัวเลิกอ่านครับเพราะอะไรเยอะแยะมากมายไม่รู้จะเขียนทำไมสินะ บ่นตัวเองอีก Y_Y

ต่อกันดีกว่านะครับ

“2009 New lighter cleats begun”

หลังจากเจ้า MV IV ปีเดียวก็คลอดลูกที่หน้าตาละม้าย คล้ายกันออกมาอีกแล้ว โอ้ว มันช่างรวดเร็วปานฉะนี้ เจ้า MV V นี้มีจุดเด่นคือ Flywire technology ของทาง Nike เขาครับ ทำให้น้ำหนักเบาขึ้น แต่แพงขึ้น คิดง่ายๆครับผมคือการขึ้นโครงเผื่อให้หนังที่ใช้แข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องบุเพิ่ม เลยทำให้น้ำหนักเบาขึ้นอีกด้วย (แต่ไหงในตัว MV ปกให้พื้นที่มากระจ๊อยนึงเท่านั้นนะ จะลดได้สุกเท่าไหร่เชียวเนี่ย)

(จะเห็นว่า พื้นที่ Flywire นั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองนะครับ เพราะเนื่องด้วยเหตุผลด้านการผลิตและรูปทรงรองเท้าเอง)

โดยรุ่นนี้ ลดน้ำหนัก ตัวเองลงมาอีกนิ๊ดนึง เหลือเพียง 230 g ต่อข้างนะครับซึ่งค่อนข้างเบาเลยทีเดียว รูปร่างหน้าตาก็คล้ายกับ MV IV เพียงแต่เปลี่ยนหุ่นของรองเท้านั้นให้มีความกระชับมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ส่วนหัวรองเท้าให้กว้างขึ้นจะได้ไม่บีบมาก และได้เพิ่มขนาดที่ป้องกันเชือกให้กว้างขึ้น เพื่อจะได้ขยับขยายได้มากขึ้นอีกหน่อย แถมด้วย การปรับ LOGO ให้อยู่ในแนว Horizontal มากขึ้นครับเพราะถ้าสังเกตดีๆ รุ่นที่แล้วจะอยู่แนวขนานไปกับตัวที่ปิดเชือกซึ่งเวลามองจากด้านข้างเอง จะเห็น LOGO Nike ไม่ชัด แถมเพิ่ม graphic ให้ดูเป็น 2 tone มากขึ้น วัยรุ่นมากเลยนะครับ เจ้านี่ก็เป็นต้นแบบแห่งอีกตัวอย่างที่ผมเองจะเล่าต่อในเรื่อง Sub segment ใหม่ของ Nike ซึ่งจะนำมาดูดเงิน จ๊วบๆ ในกระเป๋าของเราๆเพิ่มนั่นก็คือ

Nike mercurial SUPERFLY

จากในรูปครับ คือ ตัวเดียวกับ MV V ซึ่งทำให้เบาขึ้นโดยจับมันเข้า fitness เย้ย….ไม่ใช่ โดยการใช้ technology Flywire ทั้งคู่

ทั้งคู่แถมพื้นเองนั้นยังเป็น Carbonfier อีกด้วย และปุ่มก็ได้มีการ Redesign ใหม่ทำให้มีรูที่ตัวปุ่ม เพื่อลดน้ำหนักลงอีก

แถมตัดที่ปิดเชือกลง ทำให้รูปร่างดูเพรียวลมอย่างกับหุ่นนางแบบน่าฟัดเสียนี่กระไร แถมทำให้น้ำหนักลดลงมาจนเหลือ 185 g ต่อข้างโอ้วววววพระเจ้า มันลดลงได้อย่างน่าสนใจถึงที่สุด แต่ก็แพงระยับด้วยเช่นเดียวกัน สนน ราคาอยู่ที่ 224.99 ปอน์ดสเตอลิงค์ อู้วววว ไม่อยากจะคิดเลยทีเดียวครับพี่น้องงง พูดแล้วมันคือการสร้าง Sub segment ใหม่ในตัว productอีกด้วย น่าสนใจจริงๆกับการตลาดของรองเท้ายี่ห้อนี้นะครับ เข้าเรื่องกันต่ออาจจะยาวและนอกเรื่องไปมากหน่อยแห่ะๆ (ผมเหมือนได้ยินว่าหลายคนเริ่มบ่นว่า “มรึงแม่ม นอกเรื่องตลอดเลยหว่ะ” แว่วๆ มาละครับ ฮุๆๆๆ)

หลังจาก MV V ออกมาแบบตดยังไม่ทันหายเหม็น ให้ทายครับว่าอะไรเกิดขึ้น อู้วววว ไม่น่าถามแบ๊ะๆให้ขนาดนนี้

เจ้า MV VI ก็ออกมาให้ชมเชย ฮิ้วววว อะไรจะเร็วประมานนั้น

“2010 New speed is coming to town”

หลังจาก Nike MV IV ประสบความสำเร็จอีกปี เจ้า MV VI ก็ออกมาให้เชยชม ไม่เพียงแต่ออกมาใหม่สีจัดจ้าน อย่างกับขนมหวานเพียงเท่านั้น แต่ออกมาแบบทำให้ผมงงแล็กๆ ไหงมันดูตุ๊ต๊ะเช่นนี้ หรือมันเป็นแต่ภาพลวงตา สมองผมสั่งแบบนั้นเมื่อเห็นแว๊บแรก โอมจงเป็นภาพลวงตาๆๆ แต่มันก็ไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใดแต่แค่เฉพาะรูปร่างเท่านั้นครับ เจ้านี่ยังเบาเหมือนเดิมเป็นปกติ และสิ่งเดิมๆที่คล้ายๆกันมานั่นก็คือเรื่องของวัสดุ การปิดเชือก

ผมก็เริ่มส่ายหน้าเล็กๆกับสิ่งที่ Nike ทำ และแอบถอนหายใจอยู่คนเดียว เห้ออออ แต่พอพลิกกลับไปดูที่ปุ่ม แม่เจ้าเค้าออกแบบใหม่นี่หว่า ไม่เพียงแค่ปุ่มแต่พื้นรองเท้าก็วัสดุใหม่เช่นเดียวกัน Nike เรียกว่า glassfiber ซึ่งผมยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไรแต่ที่แน่ๆ “มันสวยหว่ะ” ผมรำพึงในใจผู้เดียวมันมี texture ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าNike คิดมาจริงๆไม่เพียงแค่ใส่ลงไปเถอะ

จะได้ดูมีราคี เอ้ย ราศี ปุ่มที่ทำใหม่นั้น Nike บกว่ามันคือสิ่งที่จะทำให้ยึดเกาะกับสนามดีขึ้นออกตัวเร็วขึ้น

แถม glassfiber ก็ทำให้น้ำหนักเบาขึ้นมีปุ่มที่ทำให้ออกตัวได้ดีขึ้นจากการวางแบบปุ่มใหม่อีกด้วย ว๊าววว Amazingมั้ยครับเนี่ย

บวกด้วยแถม Graphic แบบ 2 tone แบบใหม่ ที่ทำให้รองเท้าดูพุ่งไปด้านหน้าอย่างชัดเจน แต่ทำไมถึงไปหลบอยู่ข้างเท้าด้านใน เอ๊ะแล้วใครจะเห็นล่ะนี่ ก็ยังแอบสงสัยเล็กๆแต่เพียงผู้เดียว

แต่มันมีคำตอบครับ Nike คิดถึงเมื่อตอนวิ่ง เจ้าสีนี่แหล่ะจะทำให้เพื่อนร่วมทีมเห็นเราได้ง่ายขึ้น ส่งบอลให้กับเราได้ดีขึ้น โอ๊ะ ทำไมเราคิดไม่ได้แบบนั้นบ้าง(บางครั้งก็แอบคิดว่า Nike ก็แถเก่งเหมือนกันแหะแ) นะ แค่เพียงจุดเล็กๆทีเรามองข้ามไปหรือเปล่านะ นี่แหล่ะครับสิ่งที่เรียกว่า การออกแบบ

แต่สิ่งที่เห็นว่า Nike ปรับกลับไปเหมือน MV IV ก็คือ ลาย Nike ที่กลับไปอยู่ Position เดิมครับ คาดไปตามแนว

ของที่ปิดเชือก อาจะเป็นเพราะพอโชว์ให้เห็น Nike เต็มๆ เหมือนกับ MV V นั้นแปลกๆก็ได้ อันนี้ผมไม่ทราบเช่นกันครับ แห่ะๆ

แค่เจ้า MV VI ยังขนาดนี้ เราลองไปดูเจ้า Mercurial SUPERFLY II กันดีกว่า ว่าจะมีอะไรใหม่อีกไหมมมม

แน่นอนครับ เจ้า SUPERFLY II ไม่ทำให้ผมผิดหวังอีกแล้วข้างบนนั้นก็งั้นๆเหมือนเวลา

พี่ๆเห็นเด็กเก่าเดินมาเราก็แค่ชายตามองแหล่ะครับ แต่กลับมองไปเห็นท่อนล่างที่บิ้วมาใหม่ ว๊าวๆๆ มันแน่นจริงๆ อุ๊บส์ ผมหายถึง ปุ่มแบบใหม่นะครับพี่ๆ อย่าคิดลึกๆ ฮิๆ ปุ่มนี้มีความหมายมันไม่ใช่แค่ปุ่มแปลกๆ พี่หลายๆคนคงเริ่มสงสัยเอ๊ะมันใส่ไปเตะกอล์ฟได้ไหมนะ เอ๊ะหรือเอาไว้ใส่เดินเล่นเฉยๆ ไม่ใช่ครับมันคือ

ปุ่มอัฉริยะ อย่าพึ่ง งง กันครับพี่ ปุ่มที่อยู่ด้านข้างเท้าด้านในช่วงนิ้วโป้งนั้นแลคือ ส่วนที่ช่วยในการออกตัว และ พลิกตัวกลับได้เร็วขึ้นไม่เพียงเท่านั้นนะครับ

เจ้าปุ่มที่เราเห็นสามารถยืด และ หดได้ในระยะ 3mm ด้วยตัวเองขึ้นอยุ่กับสภาพสนามที่เราใส่ โอ้วววว มันเจ๋งจิงๆ นอกนั้นก็เดิมๆ เก่าๆคล้ายๆกับที่ผมเองเคยเล่ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

Upper : เป็น Flywire technology

Outsole : เป็น Carbonfiber ทั้งหมดนี่แหล่ครับที่ทำให้น้ำหนักเจ้าตัวนี้เบาเหมือนนุ่น แต่ราคาประมานทองคำ 1.50 บาท(275ปอน์ดสเตอลิง) อืมมมม น่าสนใจหรือยังครับ

และนี่คือหนึ่งในรองเท้าในดวงใจของตัวผมเองซึ่งเจ้านี่แหล่ะทำให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า Nike เองก็มีดีด้านนี้เช่นเดียวกันไม่เพียงแค่รองเท้าดาด หรือเพียงรองเท้าแฟชั่นทั่วๆไปเพียงเท่านั้น

กระบวนการคิดยังล้ำลึกเกินกว่าที่ผมคิดไว้อีกเยอะแยะมากมายเลยทีเดียวแต่ทุกๆอย่างข้างต้นที่พูดมานั้นกลับเป็นแค่เพียงส่วนที่ Nikeพูดเพียงด้านเดียวเพียงเท่านั้นถ้าเราเอง

จะมาวิเคราห์กับเรื่องของเจ้านี่เองก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย อย่างเช่นผมยกตัวอย่างง่ายๆครับพี่ๆ ผมเองไม่ได้เป็นคนวิ่งเร็วอะไรนักใส่เจ้านี่ไปก็คงไม่ทำให้วิ่งเร็วขึ้นหรอกครับ แต่ด้วยจิตวิทยา (Psychological) ที่ทำให้รองเท้าเบาลง ทำให้บางเป็นหนังชั้นที่สองของเท้ากลับทำให้เรารู้สึกคล่องแคล่วขึ้น เสียมากกว่า ไม่ได้ทำให้เราเร็วขึ้นแต่อย่างใด เหมือนตอนที่เราจับด้วยมือ แหล่ะครับใช้หลักของจิตวิทยาเช่นเดียวกัน ทำไมมันเบาแบบนี้นะ เพราะเราจับด้วยมือไงครับ พอลองใส่ที่เท้ามันจะเบาช่วงแรกๆ เพียงเท่านั้นหลังจากนั้นเราก็จะชินและไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับมันอีกเท่าไหร่อีกด้วย ไม่ว่าจะอย่างไรเจ้านี่ก็ยังครองใจผมไปเกือบทั้งดวง ที่เหลือกันไว้ในส่วนของราคาอันแพงยับฮิๆ ผมงบน้อยครับพี่ๆ

ถ้าวิเคราะห์กันเรื่องปุ่มต่อ เชื่อว่านักกีฬาเองก็ไม่ได้สนใจว่ามันจะพลิกตัวเร็วสักเท่าไหร่นักหรอครับ เพราะเวลาที่ผมเคยอ่านจากของ Lottoเจ้ากีฬาแห่งเมืองมักกะโรนีนั้นเค้าบอกว่า

จะช่วยให้กลับตัวเร็วขึ้น นับเป็น 0.xx วินาที (Lotto ก็มีหลักการคล้ายๆกับ Nike เรื่องปุ่มที่ช่วยในการกลับตัวครับ) โอ๊ะ เรากระพริบตายังไม่ทัน เลยครับ ฉะนั้นบางอย่างมันทำได้จริง แต่เรากลับใช้ได้ไม่ถึง Performance ที่เขามีให้เท่านั้นเอง อย่างปุ่มที่ Nike บอกอย่างนู่นอย่างนี้ พอเอาเข้าจริง นักเตะส่วนใหญ่กลับใช้ปุ่มเหล็ก ซึ่งเจ้านี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย แถมนักเตะที่เป็น Presenterใช้ก็ดันเป็นนักเตะที่เร็วโดยธรรชาติ

ฉะนั้นรองเท้าก็คงเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นเอง เรื่องแบบนี้เราคงต้องวิเคราะกันเป็น Shotๆ ไปครับพี่ๆ อย่างไรแล้วเหมือนเดิม หากมีขอผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับผม เรื่องสอบถามเพิ่มเติมนั้นได้เสมอเลยครับ และถ้ามีอะไรเพิ่มอีกผมจะรีบจัดหามาให้ได้อ่านกันแบบถ้วนหน้าเลยคร้าบบบบบบ

กราบสวัสดีปีใหม่ไทยกับพี่ๆทุกๆท่านะครับ ขอบคุณมากครับ

เครดิต
http://sg-fc.blogspot.com/2010/04/2nd-edition.html?showComment=1271377254145#comment-c4744182696033194620

Advertisements

8 ความเห็น

  1. bosyletbmgtk

  2. ixyhwkvttwgz

  3. ozriebqjotml

  4. locgarxpfunw

  5. oykgdssvaupe

  6. pdnfcyagddbe

  7. frpakclmkjlg

  8. ขอบคุณครับ สำหรับ บทความดีๆ


Comments RSS

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • เลือกดูคลิปเก่าๆโดยคลิ๊กที่วันที่ตัวแดงนะครับ

    มิถุนายน 2010
    พฤ อา
    « พ.ค.   ก.ค. »
     123456
    78910111213
    14151617181920
    21222324252627
    282930