เขาแยกประเภทของรองเท้าฟุตบอลกันยังไง


สวัสดีครับ,

ผมว่าจะเริ่มเขียนนานแล้วครับ เขียนเรื่องที่ตัวผมเองสนใจ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้เขียนออกมาสักเท่าไหร่ถือโอกาส เอาความรู้ที่พอมีอันน้อยนิดมาแชร์กันนะครับ เริ่มเรื่องที่พอไปวัดไปวากันได้ก่อน คือน่าจะเป็นเรื่องของรองเท้า ฟุตบอล ซึ่งใกล้ตัวผมเองที่สุดนะครับก่อนหน้านี้ย้อนไปประมาน เกือบๆ 10 ปีที่แล้ว รองเท้าฟุตบอลถือเป็นแค่ อุปกรณ์ (Equipment) อย่างหนึ่ง เพื่อใส่เตะฟุตบอลเพียงเท่านั้นคงไม่มีใครคิดว่า เจ้ารองเท้าฟุตบอลหรือว่่าสตั๊ด(ที่เราติดปากเรียกกัน)นั้นปัจจุบันถือว่าเป็น Fashion เลยก็ว่าได้ ไม่ใช่เพียงเพราะรูปแบบที่สวยงาน สีสัน ที่สดใส แต่กลับมีฟังชั่น ต่างๆ เพิ่มขึ้น แถมด้วย การเข้ามา และ จากไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย เพียงแต่เราได้สังเกตุกันเองหรือเปล่า เท่านั้น!?!

ถ้านับตั้งแต่ผมเริ่มชอบเจ้ารองเท้ามีปุ่มนี้แหล่ะ ก่อนหน้านี้ก็เริ่มแค่ชอบ เดินไปลูบๆคลำๆ ลองซื้อมาเองบ้าง ยืมเพื่อนดูบ้าง ทำให้ตัวผมเองเริ่มจะค้นหาอะไรในตัวมันมากขึ้นๆ ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วรองเท้ามีปุ่มนี่แหล่ะมันมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นอีกเยอะ

ตั้งแต่ผมยังเด็ก Copa Mundial เป็นต้นแบบรองเท้าฟุตบอลที่ Classic ที่สุดอยู่ยาวนานที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมา ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้แหล่ะ หลังจากนี้ ยังไงแล้วเจ้านี่ก็ยังคงอยู่ แม้เวลาจะเลยไปมากกว่า 25 ปีแล้วก็ตาม อาจจะเป็นเพราะหลายๆปัจจัยในตัวเจ้านี่ ทำให้มันอยู่ยงคงกระพัน เหมือนสักยันต์ ไว้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความนุ่มของหนัง ความสบายของรูปทรงรองเท้าเอง ปุ่มที่ไม่สูงไปนักและ รูปแบบที่ Classic มากๆในสายตาของผมเอง เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ ตอนแรกว่าจะเข้ามาโพสเรื่องรองเท้าบอลในปัจจุบัน กับการจัดกลุ่มรองเท้า วกออกไปนอกเรื่องซะงั้น ขออภัยด้วยคร้าบ ^^”

รองเท้ามีปุ่มไว้เตะฟุตบอลในปัจจุบันนั้น ที่พี่ๆ น้องๆ และ เพื่อนๆ เห็นในปัจจุบัน จะมีมากมาย หลายแบบ แถมสีก็ละลานตาหลายๆคนก็คงสงสัยว่าทำไม๊ ทำไม มันถึงเยอะได้ขนาดนี้ ผมจะลองจัดตามแบบที่ได้ลอง research มานะครับ อาจจะทำให้หลายๆคนเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า ทำไมในแต่ละแบบนั้นมีอะไรที่ต่างกันนะ ต่างกันยังไง เริ่มตั้งแต่segment แรกที่หลายๆคนเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ หรือผมจะเรียกตาม website ที่ลองหามานะครับ

+Classic, Heritage or Touch”If you want to be real this one it’s real”

ด้วยชื่อเองก็บอกตัวตนของมันอยู่แล้ว ด้วย Styling, Performance ของเจ้านี่คือรองเท้าสำหรับคนรักความ Classic สวยงามในตัวเอง มีตำนานอันเล่าขานว่าผู้ที่ใส่นั้นสร้างชื่อกระฉ่อนโลก ทิ้งชื่อเสียงไว้กับรองเท้ารุ่นนี้ไว้มากมาย ตัวรองเท้าเองนั้นไม่ต้องมี Function เยอะแยะมากมาย หนังที่ทำส่วนใหญ่นั้นจะทำด้วยวัสดุชั้นดี และทำจากหนังแท้ เช่น หนังจิงโจ้ หนังลูกวัวทำให้หนังรองเท้าค่อนข้างนุ่ม และไม่กัดเท้า แต่ก็มีเรื่องน้ำหนักที่มากพอดูอยู่เช่นเดียวกัน อาศัยหนังที่นุ่มละมุนของรองเท้า + ฝีมืออันเก่งกาจของเจ้าของมันก็ทำให้รองเท้าใน Segment นี้อยู่กับเราได้นาน

Ex.

Adidas : Copa Mundial

Adidas : AdiPURE III

Nike : Tiempo (ตัวนี้เป็นตัว Remake นะครับ ของปี 94 ซึ่งTiempo สร้างชื่อขึ้นมา)

Nike : Tiempo Air Legend III

Puma : King

+Power, Accuracy “May the power be with you”ด้วยชื่อ ก็บอกอยู่แล้วนะครับ ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย แต่ถ้าจะให้ท้าวความใน Segment นี้ผมเองว่าจะไปไกลอยู่โข เล่าคร่าวๆให้ฟังได้ว่า Segment นี้มีต้นกำเนิดมาจากเจ้า ADIDAS PREDATOR ทำให้ในปัจจุบัน Segment นี้ค่อนข้างเด่นด้วยฟังชั่นที่หลากหลาย แถมทรงพลังอันเหลือเชื่อ จริงๆแล้วควาทรงพลังของเจ้าพวกนี้ เริ่มตั้งแต่Predator MANIA ครับ ซึ่งได้ถ่วงน้ำหนักไว้ที่ส่วนเท้าด้านหน้า เพราะจะเป็นส่วนทีกระแทกลูกบอลจากการยิงหลังเท้าได้ดีที่สุด ซึ่งใช้หลักการเดียวกับหัวไม้กอล์ฟ นะครับ แต่เจ้า MANIA กลับพูดเรื่องนี้ไม่ดังพอ แถมยังต้องใช้เวลาอีกนาน พอสมควรจนมาถึง เจ้า +Predator Absolute (2006) ซึ่งใช้ตะกั่วถ่วงกับ Innersole (พื้นรองเท้า) ทำให้คนเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นหลักการออกแบบใช้ Psychological{(จิตวิทยา) ทำให้คนเห็นและเชื่่อ ได้มากขึ้น ในส่วนนี้ผมจะเพิ่มเติมให้ทีหลังนะครับ เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะ} เข้าเรื่องกันต่อเลยนะครับนอกเรื่องอีกแล้วขออภัยด้วยคร้าบ ด้วยความที่รองเท้ารุ่นนี้เป็นเจ้าแห่งความทรงพลัง ผมจะจัดให้อยู่ในรองเท้าที่มี function เยอะมากที่สุด แต่ละ Brand ก็ทำออกมาแข่งขันกันค่อนข้างสูง และชูจุดเด่นที่ต่างๆกันออกไป อย่างเช่น

Adidas จะเน้น ความโค้งของลูกบอลที่ถูกปล่อยออกไปจากเท้า
Nike จะเน้น เรื่องความแม่นยำ
แต่จุดเด่นที่เหมือนกันนั้นก็คือ ส่วนหน้าเท้า ซึ่งจะมี ครีบยาง หรือ แล้วแต่ละ Brand นั้นๆจะเรียกนะครับ ส่วนหน้าเท้าที่จัด Function นั้นคือส่วนที่เราจะสัมผัสบอลมากที่สุดนั่นเอง(Contact point) ทำให้หลายๆ Brand ที่ทำใน Segment อันนี้หาและชูประเด็นที่น่าสนใจอออกมาฆ่ากันให้ตายเยอะแยะ ใน Segment นี้เจ้า Upper material ก็ยังสำคัญมิใช่น้อย จึงทำให้ทั้งหลายๆ Brand ก็ชูประเด็นออกไปอีกอย่างเช่น Adidas ก็จะใช้ หนังจิ้งโจ้ตั้งแต่ปีมะโว้ จนถึงปัจจุบันดันเปลี่ยนไปใช้หนังกระทิง (อันนี้ของใหม่จริงๆครับ) Nike ก็จะใช้ Artificial leather ออกมาสู้เรื่อง น้ำหนักที่เบากว่า และไม่อุ้มน้ำ แต่ล่าสุดก็มี Puma ออกมาสู้ใน segment นี้เช่นเดียวกัน เห็นมันครับว่ามันเป็น Red ocean จริงจังในกลุ่มนี้ ซึ่วผมยังไม่ได้รับรวม Brand อื่นๆลงไปอีกซึ่งจริงๆแล้วมีค่อนข้างเยอะมากเลยทีเดียว

จะมายกตัวอย่างให้ดูกันเลยนะครับ ^^

Ex.

Adidas : Predator X

Nike : Lazer III

Puma : Power Cat 1.10

Puma: V Konstruck III

+Speed

“Catch me If you can”

เจ้าแห่งความเร็วในสนาม ที่จริงแล้ว ผมก็ไม่อยากจะพูดเช่นนั้นเท่าไหร่นักในความเห็นของผมเองนะครับ เพราะเจ้า Segment นี้เองก็มีปัญหามากมายหลายหลาก ตั้งแต่เริ่มต้น โดยเจ้า SPEED นี้เองทำให้ผู้เล่นที่ใส่ ทำหน้าง่อยบ่อยๆ เพราะความบางของ Material ที่ทำ Upper ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย เพราะอย่าลืมว่าเจ้านี่ เบาไม่ใช่เล่น Nike เป็นคนเริ่มแรกทำให้ดังขึ้นมาเป็นพลุแตก จากเจ้า Nike Mercurial VAPOR ด้วยรูปทรงอันสโอดสองค์ ทำให้ดูพริ้วไหว แถมน้ำหนักเบาพอๆกับนุ่น ทำให้ผู้ครอบครองติดใจกันเป็นทิวแถว แต่ทว่า เจ้านี่ดุไม่ใช่น้อย ใส่ในตอนกลางวันที่ไทย กัดเอาๆ ทำให้หลายๆคนเข็ดกันมากมาย ด้วยวัสดุที่เป็น Artificial Material นั้นรูพรุนแทบจะไม่มี แถมโดนอากาศบ้านเราทำให้องศาภายในรองเท้าร้อนระอุ เกิดแผลพุพองกันมากมาย ทำให้เจ้านี่ชื่อว่าดุมากที่สุดในรองเท้ารุ่นนั้น แต่ทาง Nike เองก็พยายมพัฒนา ในเรื่องนั้นๆให้กัดน้อยลง แต่คงความเบาไว้ ก็ทำได้แค่เพียงส่วนนึงเพียงเท่านั้น เพราะไม้เพียงความเบา แต่เรื่องอาการบาดเจ็บเพราะเกราะป้องกัน ส้นเท้าอันน้อยนิดก็มีส่วน เพราะหลังจาก รุ่น I หลังจากนั้น ก็หนักขึ้นๆ จนทำให้ Nike ปวดหัวเองไม่น้อย เพราะต้องการ การปกป้องที่มากขึ้นนั่นเอง ทำให้ Nike ต้องออก Special Edition เป็น Super light light light weight ออกมาเป็นพื้นแบบ Carbon Fiber Nike เรียกว่า Nike Mercurial VAPOR SL (SL : Super light)(เราจะเห็น CR7 ใส่ตอนนัดชิง UCL) แต่ราคาไม่มิตรภาพออกมาให้เราเห็นกัน เพราะราคานั้น เกิน 1x,xxx Bth ไปแล้ว ซึ่งคงเป้นตัวเลือกอย่างนึงของคนมีเงินเพียงเท่านั้นหล่ะครับ

นอกเรื่องอีกตามเคย U_U

แต่ละ Brand ก็มีข้อดีและ ข้อเสียต่างๆกันไปซึ่งรายละเอียดนั้นผมจะเพิ่มเติมให้ภายหลังนะครับส่วนเรื่องวัสดที่ใช้ ส่วนใหญ่แล้วที่เราเห็นๆ ก็จะเป็น วัสดุสังเคราะห์ ที่เบามาก เหนียว และแถมไม่อุ้มน้ำ และเพิ่เติม สีสันอันสดใส คือจุดเด่นมากๆ อีกอย่างนึงของรุ่นนี้ ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้านี่แหล่ะ คือ เจ้าแห่งความเร็วในปัจจุบันมาดูกันเลยว่าในปัจจุบันนั้น แต่ละ Brand มีหน้าตาหล่อเหลาอย่างไร

Ex.

Nike : Mercurial Vapor VI

Nike : Mercurial Vapor VI (SL)

Adidas : F50i

Puma : V1.10

ทั้งหมดทั้งมวลคือข้อมูลเบื้องต้นในการเลือก และทำความเข้าใจเจ้าสตั๊ดในตลาด ปัจจุบันนะครับ อันที่จริงแล้ว ยังมี segment ย่อยๆอีกนิดหน่อย ซึ่งผมจะเพิ่มเติมให้ในภายหลังจะเห็นได้ว่าในแต่ละ segment นั้นๆจะมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ในแต่ละเรื่องซึ่งแยกกันอย่างค่อนข้างชัด ทำให้กลุ่มในการเลือกซื้อ ชม ดู และเข้าใจได้มากขึ้น และหากมีข้อมูลใดๆที่ผมขาดตกบกพร่อง ต้องขออภัย ณ ในที่นี้ด้วยนะครับ และก็เช่นเดียวกัน หากมีข้อมูลไถ่ถามเพิ่มเติมผมเองก็ยินดีตอบเช่นเดียวกันนะครับผม

Best

– G.

PS. Pictures taken From http://www.prodirectsoccer.com
and other pictures are taken from http://www.Googles.com

เครดิต

http://sg-fc.blogspot.com/2010/04/fisrt-edition-about-soccer-cleats.html

มีรูปประกอบด้วยครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

ยังไม่มีความเห็น

Comments RSS

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • เลือกดูคลิปเก่าๆโดยคลิ๊กที่วันที่ตัวแดงนะครับ

    มิถุนายน 2010
    พฤ อา
    « พ.ค.   ก.ค. »
     123456
    78910111213
    14151617181920
    21222324252627
    282930